ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่รักเรา











วลี  เลิศวิเศษกุล

  ผู้ป่วยมะเร็งหลังโพรงจมูก

 

             
ต้องมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่รักเรา


        ปัจจุบัน ดิฉันหายเป็นปกติ และดิฉันได้ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และติดตามผลเพื่อเฝ้าระวังตามแพทย์นัด แต่ดิฉันก็ได้รับผลข้างเคียงจากการรักษา โดยมีอาการคอแห้งต้องจิบน้ำตลอดเวลา ต้องทานยาขยายหลอดเลือดเพราะเส้นเลือดตีบจากการฉายแสง แต่สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ฉันได้รับที่ผ่านมา สิ่งที่สำคัญอีกสิ่ง ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีที่ดิฉันได้พบกับยาน้ำเทียนเซียน ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ทำให้ดิฉันสามารถฟื้นฟูสุขภาพได้เร็วมาก

ทุกวันนี้เวลาเจอใครเป็นโรคมะเร็ง ดิฉันก็จะให้กำลังใจเขาตลอดว่า อย่าคิดมากเพราะเรามีโอกาสหาย ต้องตั้งใจรักษาตั้งใจดูแลตัวเอง ตรงนี้สำคัญมากถ้าท้อหรือหมดกำลังใจเมื่อไหร่มันจะทรุดทันที พร้อมกับเล่าเรื่องของตัวเองให้เป็นตัวอย่าง ซึ่งตอนนี้เราแข็งแรงเหมือนคนปกติ หากไม่บอกจะไม่มีใครรู้เลยว่าเคยป่วยหนักด้วยมะเร็งมาก่อน หากคุณหรือใครก็ตามที่เป็นมะเร็ง นี่คือ “ชีวิตที่เลือกจะไม่แพ้” ของดิฉัน และดิฉันก็ไม่อยากให้พวกคุณแพ้ด้วยเช่นกัน

ต่อไปนี้คือเรื่องราวและประสบการณ์ของดิฉัน เมื่อครั้งเดินทางเฉียดมัจจุราชที่ชื่อ “มะเร็งโพรงจมูก” แต่ดิฉันก็สามารถพิชิตมะเร็งร้ายนั้นได้ จากการรักษาแผนปัจจุบัน ผสมผสานกับยาสมุนไพรจีน กำลังใจจากคนรอบข้าง และที่สำคัญคือความตั้งใจที่จะสู้

เมื่อปี 2000 ขณะอายุได้ 55 ปี ดิฉันมีอาการเหมือนคนเป็นหวัดอยู่ตลอด จึงได้ไปพบคุณหมอทุกอาทิตย์ ต่อมาหมอบอกว่าดิฉันเป็นแค่โรคภูมิแพ้ ใช้เวลารักษาเพียง 3 เดือนก็หาย แต่หลังจากได้รับการรักษาเป็นเวลาถึง 7 เดือน อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ตลอดเวลาดิฉันมีอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก แม้กระทั่งเวลานอนต้องลุกขึ้นมานั่ง และฉันยังมีเสมหะมากเป็นสีเขียว ต้องบ้วนทิ้งทุกๆ 5 นาที จนกระทั่งถึงเดือนที่ 8 ของการรักษา ดิฉันมีลิ่มเลือดออกมาจากคอ หมอจึงได้นำเสมหะไปตรวจ และพบว่า ”มีเชื้อ”

คุณหมอที่ตรวจรักษาก็ไม่ค่อยแน่ใจ จึงแนะนำให้ดินฉันไปพบคุณหมอหู คอ จมูก เพื่อให้คุณหมอส่องกล้องตรวจดูภายในโพรงจมูกก็พบก้อนเนื้อยาวประมาณ 5 ซ.ม. คุณหมอจึงขอตัดชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจดูว่ามีชิ้นเนื้อเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ แล้วนัดให้มาฟังผลในอาทิตย์ต่อมา ดิฉันมาตามนัดของคุณหมอ นั่งรอเพื่อฟังผลตรวจชิ้นเนื้อด้วยความไม่สบายใจกังวลกับผลที่มันจะออกมา วันนั้นลูกสาวที่ได้สังเกตเห็นถึงความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นในตัวดิฉันตั้งแต่แรก ได้อาสามาฟังผลตรวจเป็นเพื่อนด้วยความเป็นห่วง หัวใจดิฉันเต้นรัวไม่เป็นจังหวะขณะที่รอพบคุณหมอ ทันใดนั้นดิฉันก็ได้รับฟังข่าวร้ายที่สุดในชีวิตของดิฉัน “มะเร็งในโพรงจมูก”

โรคร้ายที่ใครๆต่างกลัวได้เกิดขึ้นกับตัวดิฉันอย่างนั้นหรือ ดิฉันก้าวขาไม่ออก รู้สึกชาไปทั้งตัว และเหมือนมีน้ำมาคลอในตาโดยไม่รู้ตัว ลูกสาวดิฉันบีบมือดิฉันแน่น เหมือนเป็นการบอกให้แม่สู้ กับสิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้นดิฉันพยายามควบคุมสติและพูดคุยกับคุณหมอถึงอาการและวิธีรักษา ซึ่งหมอไม่สามารถบอกได้ว่าอยู่ในระยะที่เท่าไหร่เพราะก้อนเนื้อมีความยาวถึง 5 ซม. และมะเร็งชนิดนี้มีความไวต่อการฉายแสง คุณหมอจึงแนะนำให้ใช้วิธีการรักษาโดยการฉายแสงพร้อมกับรับการทำเคมีบำบัด


ช่วงแรกดิฉันไม่สามารถทำใจยอมรับกับเรื่องนี้ได้เลย ได้แต่ร้องไห้ทุกวัน นึกแต่ว่าทำไมต้องมาเกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะในตอนนั้นรู้แค่ว่ามะเร็งเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยากมาก ทุกครั้งที่นึกถึงมันเหมือนกับร่างกายดิฉันจะสลายไปในทันที ได้แต่โทษโชคชะตาว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา นึกสงสารลูก ๆ ทั้ง 4 คน แต่หลังจากร้องไห้มา 7 วันติดต่อกัน ดิฉันก็ตั้งสติได้ เมื่อดิฉันมองหน้าลูกๆ และเมื่อแววตาเหล่านั้นจ้องมองมาที่ดิฉัน มันเหมือนกับดิฉันได้รับพลังได้รับกำลังใจ ได้รับความรักที่ส่งผ่านสายตาทุกคู่ “ดิฉันต้องอยู่เพื่อลูกๆ และครอบครัวของเรา” และนั่นคงเป็นสิ่งที่ลูกๆ ต้องการบอกนั่นเอง ดิฉันจึงพยายามสลัดความทุกข์เหล่านี้ออกให้หมดและตั้งสติใหม่ และคิดว่ามีวิธีการใดที่จะต่อสู้และรับมือกับสิ่งนี้

คณหมอแนะนำดิฉันไปฉายแสงที่โรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง เผอิญดิฉันมีญาติเป็นหมออยู่ในโรงพยาบาลแห่งนั้น เขาได้ติดต่อคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยามารักษาให้ ซึ่งคุณหมอที่ต้องรักษาดิฉันนั้นมีอยู่ 2 ท่าน คือคุณหมอรังสีวิทยา ที่แนะนำให้ดิฉันรักษาโดยการฉายแสงทั้งหมด 38 ครั้ง และคุณหมอที่ดูแลเรื่องการให้คีโมทั้งหมด 7 ครั้ง ซึ่งต้องรักษาควบคู่กัน

จากนั้นดิฉันจึงปรึกษากับคุณหมอและปฏิบัติตามสิ่งที่หมอแนะนำทุกประการ ดิฉันได้รับการฉายแสงถึง 38 แสงและทำเคมีบำบัดอีก 7 ครั้ง โดยก่อนเข้ารับการฉายแสงดิฉันต้องทำการรักษาฟันให้เรียบร้อยก่อน เพราะการฉายแสงนั้นจะส่งผลกระทบต่อรากฟัน เมื่อดิฉันไปทำการรักษาฟันกับหมอที่รู้จัก เมื่อหมอทราบว่าดิฉันเป็นมะเร็งท่านจึงให้หนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน และนั่นทำให้ฉันได้รู้จักกับยาน้ำเทียนเซียนและมีกำลังใจขึ้นอย่างมาก ดิฉันไม่ได้ต่อสู้กับโรคร้ายนี้เพียงลำพัง และผู้คนมากมายก็หายป่วยจากโรคร้ายนี้ได้

ตอนที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ดิฉันพยายามทำตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด ในขณะที่รับการฉายแสงนั้นเป็นสิ่งที่ทรมานอย่างมาก การฉายแสงที่คอทำให้ดิฉันไม่สามารถรับประทานอะไรได้เลยการฉายแสงได้ทำลายต่อมน้ำลาย คอแห้งตลอดเวลา ไม่สามารถรับรู้รสชาติของอาหารได้เลย หมอจึงทำการเจาะหน้าท้องเพื่อให้อาหารทางสายยาง จากนั้น 4 เดือนจึงสามารถทานอาหารได้บ้าง และดิฉันได้รับประทานยาน้ำเทียนเซียนด้วย ทำให้รู้สึกว่าดิฉันฟื้นตัวได้เร็ว

เหนือสิ่งอื่นใดกำลังใจจากครอบครัว เปรียบเสมือนเกราะกำบัง ให้ดิฉันสามารถแข็งแกร่งยืนหยัดสู้กับโรคร้ายนี้ ครอบครัวที่อบอุ่นและญาติพี่น้องทุกคนให้กำลังใจดีมาก ดิฉันมีสามีที่ดี คอยให้กำลังใจและเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี ไม่เคยทำให้เสียใจและผิดหวัง ลูกๆ ก็ดูแลดิฉันอย่างดี ที่สำคัญ ลูกๆ ดิฉันเป็นเด็กดีทุกคน ไม่เคยทำให้ไม่สบายใจ เชื่อฟังดิฉัน ซึ่งสิ่งนี้เองที่ทำให้ดิฉันคิดว่า เราต้องมีชีวิตอยู่ดูแลพวกเค้าให้นานๆ ความรักและกำลังใจจากครอบครัว จึงเปรียบเสมือนสิ่งที่วิเศษที่สุด ที่ทำให้เราสามารถฝ่าฟันและข้ามพ้นเรื่องเลวร้ายต่างๆ ได้


หลังจากรักษาจบการรักษา สุขภาพของดิฉันก็เป็นปกติ แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ขอแนะนำว่าการรักษามะเร็งนั้น กำลังใจมีส่วนสำคัญมาก รวมทั้งการดูแลอาหารการกินในชีวิตประจำวัน การออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ บางครั้งดิฉันจะไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวเมื่อมีเวลาว่าง


วีดีโอสัมภาษณ์