เสริมภูมิคุ้มกันสยบมะเร็ง


 

เสริมภูมิคุ้มกัน สยบมะเร็ง 

บทความโดย ดร.แอนดี้ ซุน
National Taiwan University


       จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขไต้หวันแสดงให้เห็นว่า สถิติโรคมะเร็งที่เกิดกับเพศชายสูงสุด คือ มะเร็งตับ เพศหญิงสถิติสูงสุดอยู่ที่ มะเร็งปากมดลูก แม้ว่าปัจจุบันการรักษาโรคมะเร็งจะใช้การผ่าตัด เคมีบำบัด และฉายรังสี เป็นหลัก แต่วิธีการพื้นฐานที่สุดที่ควรจะเริ่มลงมือปฏิบัติ คือ การดูแลเรื่องอาหารและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันโรค จึงจะสามารถรับมือกับโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
       สุขภาพร่างกายของคนเราจะดีได้จุดสำคัญ ต้องอาศัยระบบภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งโรคมะเร็งก็ไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้น ภูมิคุ้มกันของคนเราจะอ่อนแอหรือเข้มแข็ง ย่อมเป็นผลชี้ขาดว่าจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยและเป็นโรคมะเร็งได้ง่ายหรือไม่ ระบบภูมิคุ้มกันมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสุขภาพให้รอดพ้นจากการถูกคุกคามทำลายของเชื้อโรคต่างๆ อีกทั้งยังสามารถช่วยให้สมรรถภาพของเซลล์ทำงานได้ตามปกติและป้องกันโรคมะเร็ง
 
สรุปคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการของระบบภูมิคุ้มกัน
       1.  สามารถจำแนกเซลล์ปกติกับสิ่งแปลกปลอมที่มาจากภายนอก
       2.  ช่วยดูแลควบคุมการสร้างภูมิคุ้มกันโรค  ป้องกันมิให้เกิดมะเร็งขึ้นในตัวเซลล์
       3.  สามารถขจัดเชื้อโรคต่างๆได้อย่างเป็นระบบ

       การขจัดเชื้อโรคของระบบภูมิคุ้มกันเป็นทำงานร่วมกันของ 2 ระบบ โดยระบบแรกทำหน้าที่ในการจับกินหรือปล่อยสารออกมาทำลายเซลล์เชื้อโรค โดยไม่จำเพาะเจาะจงชนิดของเชื้อโรคสามารถกำจัดได้หมด แต่หากกระบวนการของระบบแรกไม่สำเร็จจะอาศัยระบบที่สอง คือ การสร้างแอนติบอดี้ (Antibody) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดียิ่งขึ้น หรือทำงานร่วมกันกับระบบแรกเลย ซึ่งการทำงานของชนิดที่สองนี้เป็นแบบจำเพาะเจาะจงกับชนิดเชื้อโรค


สภาวะแวดล้อมส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
       ภูมิคุ้มกันของเราจะเข้มแข็งหรืออ่อนแอ ภูมิต้านทานโรคมะเร็งจะสูงหรือต่ำ ย่อมมีส่วนเกี่ยวพันกับพันธุกรรมและสุขภาพของแต่ละคน แต่ทว่า ภาวะแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราในปัจจุบัน เช่น มลพิษ เชื้อโรคติดต่อ การบำรุงร่างกาย สภาวะของพลังงานและลมปราณภายในร่างกายคน ล้วนแล้วแต่แสดงบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งยวด จากการรวบรวมสถิติในระยะหลายปีมานี้ มีผู้ป่วยที่ต้องเสียชีวิตเพราะเป็นโรคมะเร็งปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านราย ในร่างกายคนสามารถเกิดโรคมะเร็งได้ทุกที่ ยกเว้นเล็บกับเส้นผมเท่านั้น
       สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง คือ สภาพแวดล้อม เช่น ในสมัยศตวรรษที่ 16 มีการรายงานว่า  กัมมันตภาพรังสีทำให้เกิดโรคมะเร็ง ในญี่ปุ่นหลังจากที่ถูกระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ผลกระทบของระเบิดทำให้ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย การที่ต้องรับแสงอัลตราไวโอเลทเป็นเวลายาวนาน กับผลกระทบจากการเป็นแผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง เป็นต้น ล้วนทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ในการสูบบุหรี่ หรือในอากาศทั่วไปมีสารพิษเจือปนก็จะนำไปสู่โรคมะเร็งปอดได้เช่นกัน สารโพลีเอทธิรีนที่นำไปเป็นส่วนประกอบทำเป็นเครื่องใช้พลาสติก สารพิษอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ในธัญญพืช หรือสารประเภทไนโตรซามิน (Nitrosamine) ล้วนแต่เป็นสื่อทำให้เกิดโรคมะเร็งได้

จงระวังเชื้อไวรัสและสนใจพฤติกรรมการดำรงชีวิต
       ไวรัสบางชนิดสามารถนำไปสู่โรคมะเร็งได้ เช่น ไวรัสอีบี (EB = Epstain Bar Virus) ทำให้เป็นมะเร็งในโพรงจมูก, ไวรัสโรคอีสุกอีไสแบบ II และ ไวรัสโรคเนื้องอกหัวนมแบบ 16 และ 18 ทำให้เป็นมะเร็งปากมดลูก, ไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี ทำให้เป็นมะเร็งตับ
       ผู้ที่สูบบุหรี่มักจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งมากกว่าผู้ที่ไม่สูบ โรคมะเร็งปอดมีมูลเหตุมาจากการสูบบุหรี่อย่างแน่นอน นอกจากนี้โรคมะเร็งที่ริมฝีปาก มะเร็งที่ลิ้น มะเร็งในช่องปาก มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ล้วนเกี่ยวพันธ์กับการสูบบุหรี่ ส่วนการดื่มเหล้าจะเสริมอันตรายที่เกิดจากการสูบบุหรี่ให้รุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งยังอาจนำไปสู่โรคตับแข็ง และพัฒนาเป็นโรคมะเร็งตับในที่สุด
       การบริโภคอาหารที่ไม่มีกากใยอาหาร อาหารไขมันสูง โดยเฉพาะมีคอเลสเตอรอลสูง มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ขณะเดียวกัน ถ้าหากบริโภคอาหารที่หยาบมากเกินไป ขาดสารอาหารมากไป ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร และกระเพาะอาหารมากขึ้นได้

 


ดร.แอนดี้ ซุน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบภูมิคุ้มกันอันดับต้นๆ ของไต้หวัน เคยศึกษาผลของยาน้ำเทียนเซียนต่อภูมิคุ้มกัน พบว่ายาน้ำเทียนเซียนให้ผลปรับสมดุุลภูมิคุ้มกันทั้ง 2 ระบบ (ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะและไม่จำเพาะ)