หนทางชนะมะเร็ง


หนทางชนะมะเร็ง



     ถ้าจะพูดถึงโรคที่คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยอันดับต้นๆ ก็คือโรคมะเร็ง หลายคนต้องการรู้ถึงการรักษา การป้องกัน และการส่งเสริมสุขภาพ เพื่อที่จะรอดพ้นอันตรายจากโรคมะเร็ง ซึ่งการแพทย์แผนจีนมีวิธีการรักษาและช่วยคนที่ป่วยโรคนี้ได้

     แพทย์จีน มาลิน ปิยะชินวรรณ แพทย์จีนผู้เป็นที่ปรึกษาสำหรับคนไข้โรคมะเร็งมานานนับ 10ปี ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการฮอตไลน์สายสุขภาพ ทางช่องเนชั่นชาแนล รายละเอียดดังนี้

     ศาสตร์แพทย์แผนจีนได้วิเคราะห์และวินิจฉัยว่า สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง มาจากทาง 2 ด้าน ด้านหนึ่ง คือ ปัจจัยภายในของร่างกายเราเอง และอีกด้านหนึ่ง คือ ปัจจัยภายนอก

     ด้านปัจจัยภายในเกิดจาก การอุดกั้นของชี่เลือด และเสมหะการหมุนเวียนโลหิตติดขัด มันทำให้เลือดคั่งจับเป็นก้อน และนอกจากนี้คือการขาดสมดุลยินหยาง การสะสมของพิษต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะพิษความร้อน ซึ่งการขาดสมดุลของยินหยาง หมายถึง การที่ร่างกายทำงานไม่สมดุล ร้อนหนาวไม่สมดุลกัน หรือว่าการทำงานของชี่เลือดหมุนเวียนติดขัด เหมือนกับภาวะกรดกับด่างในร่างกายต้องสมดุลกัน แต่ว่าในแผนแพทย์จีนจะมีการแบ่งขั้ว ยิน ก็คือ ความเย็น ความหนาว ความมืด ส่วน หยาง ก็คือ ด้านความสว่าง ความร้อน ถ้ามีสิ่งใด เกินไป สูงไป พร่องไป น้อยไป ก็จะเกิดทำให้อวัยวะขาดความสมดุล จะเกิดความเสื่อมถอยของร่างกาย ภูมิคุ้มกันถดถอย ซึ่งไม่ใช่โรคมะเร็งอย่างเดียว แต่เป็นบ่อเกิดได้ทุกโรค

     ความจริงแล้วร่างกายเราสามารถรับรู้ได้ว่า ตอนนี้สมดุลยินหยางในร่างกายผิดปกติไป อาทิ เราเคยตัวอุ่น มือไม้อุ่น แต่อยู่ๆ เรากลับรู้สึกกลัวหนาว มือไม้เย็น เหงื่อแตก วิงเวียนศีรษะ นอนไม่หลับ ทานข้าวไม่ได้ พะอืดพะอม นั่นเป็นสัญญาณว่าร่างกายของเราเริ่มผิดปกติแล้ว หรือทำไมช่วงนี้เราทำไมถ่ายท้อง หรือทำไมท้องผูก เหล่านี้ก็คือสัญญาณทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ก็ไม่ถึงกับเจ็บป่วยถึงกับทนไม่ได้ แต่ถ้าเราไม่แก้ไขตั้งแต่เริ่มต้น ปล่อยให้มันเรื้อรังไปจนกระทั่งทำให้การไหลเวียน ไม่ว่าจะเป็นเส้นลมปราณ การไหลเวียนของโลหิตติดขัดอุดกั้น การสะสมของสิ่งเหล่านี้จะเริ่มก่อตัวเกิดเป็นโรคได้

     ด้านปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาพแวดล้อม เช่น อากาศหนาวจัด ร้อนจัด แห้งเกินไป หรือชื้น เหล่านี้มีผลกระทบต่อร่างกายของเรา อีกอย่างคือ พฤติกรรมความเคยชินของการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ ชอบรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด มันจัด ดื่มน้ำแข็งทุกวัน หรือความเคยชินในการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า แม้กระทั่งอารมณ์แปรปรวนของมนุษย์เรา ก็เป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งกระทบต่อการทำงานอวัยวะภายในร่างกายได้ เพราะในช่วงเวลาที่เครียดจัดการไหลเวียน การหลั่งสารต่างๆ ถูกยับยั้งไป หรืออารมณ์สุดโต่งอื่นๆ อาทิ ดีใจเกินไป เสียใจเกินไป ตื่นเต้นเกินไป อาจช็อคหรือสลบได้ เป็นต้น

     นอกจากนี้สารปนเปื้อนในบรรยากาศที่เราสูดดมเข้าไป ก็เป็นการสะสมพิษในร่างกายเหมือนกัน โดยการสะสมนี้อาจใช้เวลาต่างกันไป บางคนก็เป็น 10 ปี แต่บางคนแค่ 2–3 ปีก็ได้ ขึ้นอยู่กับภาวะพื้นฐานของร่างกายและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน อาทิ คนที่ทำงานอยู่ในโรงงาน ทำงานอยู่ในสารพิษเยอะ แต่ขณะเดียวกันเมื่อกลับบ้าน ได้อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี อากาศดี ทานอาหารดี ดูแลสุขภาพ ก็ทำให้โรคกำเริบช้า หรือแสดงให้เห็นช้าหน่อย เป็นต้น ในทางกลับกันทำงานในโรงงาน สูบบุหรี่จัด ตกเย็นก็ดื่มเหล้า ก็ย่อมเกิดโรคได้ง่ายกว่า

     สำหรับเรื่องกรรมพันธุ์กับโรคมะเร็ง ในศาสตร์แพทย์แผนปัจจุบันได้พูดถึงเรื่องนี้ แต่ในทางแพทย์แผนจีนยังไม่ได้กล่าวถึง แต่เน้นถึงเรื่อง การดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการระวังในชีวิตประจำวัน การควบคุมอารมณ์ อาหารการกิน การทานยาเพื่อเสริมสารภูมิคุ้มกัน เสริมจากภายใน

     ในด้านการรักษามะเร็ง ถ้าจะกล่าวถึงข้อแตกต่างระหว่างการรักษาแผนหลัก กับการรักษาด้วยยาจีน ง่ายๆ ก็คือ การรักษาแผนหลักเร็วแต่มีผลข้างเคียง ยาจีนเห็นผลช้าแต่ไม่ผลข้างเคียง และผลจะค่อนข้างเสถียร ถ้าหากสามารถรักษาควบคู่กันไปได้ จะทำให้ประสิทธิผลของการรักษาสูงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอายุยืนยาวขึ้น บรรเทาอาการของผลข้างเคียง ฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยได้ดี มีการค้นคว้าของทีมวิจัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งจากสถาบันการแพทย์ของไต้หวัน ซึ่งเป็นทีมแพทย์แผนปัจจุบัน ได้ค้นพบว่า การรักษาโรคมะเร็งต้องรักษาถึงระดับ สเต็มเซลล์ คือ เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งก็เปรียบดั่งเมล็ดพันธุ์มะเร็งเป็นตัวอ่อนอยู่ในร่างกาย ไม่อาจจะค้นพบได้ง่าย และไม่อาจทำลายได้ง่ายโดยยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ทุกคนก็มีเป็นเซลล์ตัวอ่อนของมัน ฝังตัวอยู่ในร่างกาย เมื่อไรที่ร่างกายทรุดโทรมหรืออ่อนแอ หรือร่างกายมีภาวะที่เอื้ออำนวย ก็จะทำให้เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งนี้เจริญแพร่พันธุ์ สร้างท่อน้ำเลี้ยง สร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้มันแข็งแรงขึ้น เจริญเติบใหญ่จับตัวเป็นก้อนอีก คนไข้ที่แม้จบการรักษาแผนหลักไปแล้วก็เกิดการกำเริบซ้ำของมะเร็งขึ้นมาใหม่อีก

 

     แต่การศึกษาของทีมแพทย์ชาวไต้หวันพบว่า ยาจีนจะมีส่วนช่วยในด้านนี้มาก คือช่วยในด้านการป้องกันการเกิดซ้ำ เพราะไปทำลายเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งได้

     การรักษาแผนหลักช่วยผู้ป่วยจัดการกับก้อนมะเร็งได้ หากตรวจพบเร็วยิ่งรักษาได้ผลดี แต่สิ่งสำคัญต่อมา คือ เราจะต้องทำการป้องกันการกระจายและกำเริบซ้ำของมะเร็งได้อย่างไร ผู้ป่วยไม่สามารถสนใจเฉพาะการรักษาอย่างเดียวได้ แต่ต้องสนใจฟื้นฟูสุขภาพด้วย ซึ่งลักษณะนี้ยาจีนจะช่วยได้มาก

     การศึกษาของทีมแพทย์ชาวไต้หวันที่กล่าวข้างต้น เนื่องจากเขาต้องการหาวิธีจัดการกับการกำเริบซ้ำของมะเร็ง เมื่อเห็นแล้วว่าการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ใช่คำตอบทั้งหมด จึงหันมาสนใจการแพทย์บูรณาการ จนกระทั่งมาค้นพบว่าตัวยา สมุนไพรจีนชื่อ ผลิตภัณฑ์เทียนเซียน มีบทบาทในการรักษาและป้องกัน อีกทั้งช่วยฟื้นฟูสุขภาพและบำรุงได้ดี จึงหันมาศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งการศึกษาในเซลล์มะเร็งหลายชนิด การศึกษาในสัตว์ทดลอง และการศึกษาในมนุษย์ (Clinical Trial) ซึ่งเป็นผู้ป่วยมะเร็งระยะแพร่กระจายจริงๆ จากการทดลองไม่พบผลข้างเคียงในทางลบกับผู้ป่วย ช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ผลดี จนเมื่อ 2 ปี ก่อน ผลิตภัณฑ์เทียนเซียนได้รับการบรรจุลงในสารานุกรมยาของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ระบุว่ามีคุณสมบัติปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน และต้านมะเร็ง

      ในฐานะแพทย์แผนจีน หมอไม่ปฏิเสธการรักษาแผนปัจจุบัน แต่มองว่าการรักษาด้วยยาจีนสามารถใช้ควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันได้ ดังที่ได้กล่าวมาในข้างต้นแล้วว่า การรักษาด้วยแผนหลักมักจะตามมาด้วยผลข้างเคียง เช่น ผมร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อย อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ แม้กระทั่งปากคอแห้ง เป็นแผลในช่องปาก ผิวหนังเป็นผื่นคัน เป็นต้น ซึ่งในยาจีนมีผลมากในการบรรเทาอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะหากผู้ป่วยเริ่มใช้ยาจีนก่อนที่จะเข้าคอร์สเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา จะสามารถทำให้คอร์สการรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามีผลข้างเคียง ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย สามารถที่จะนอนหลับ รับประทานอาหารได้เป็นปกติ

     การรักษามะเร็งในทางแพทย์แผนจีนนั้น ต้องรักษาจากสมมติฐานของโรคซึ่งซับซ้อนมาก เกิดจากการไหลเวียนของเลือดติดขัด การอุดกั้น ยินหยางทำงานขาดสมดุล ภูมิคุ้มกันถดถอย ฯลฯ เพื่อดูแลร่างกายแบบองค์รวม จึงจำเป็นต้องใช้ตัวยาหลากหลายที่ไม่ต้านกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่ใช้แค่ยาตัวเดียว เชิงเดี่ยว ซึ่งไม่มีสรรพคุณรอบด้าน ตัวยาต้องมีทั้งฤทธิ์ร้อน ฤทธิ์เย็น ฤทธิ์อุ่น รวมกัน ไม่เป็นพิษ ยึดถือสุขภาพองค์รวมของผู้ป่วยเป็นหลัก และสิ่งที่ยาจีนขาดไปไม่ได้เลยคือตัวยาบำรุง เสริมสร้างซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ ช่วยฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยให้แข็งแรง

     ผู้ป่วยมะเร็งชนิด และทุกระยะสามารถใช้ยาจีนได้ โดยเฉพาะถ้าเราทราบว่าเป็นมะเร็ง ยิ่งใช้เร็วการรักษาก็ยิ่งสั้น ผลของการรักษาก็จะยิ่งดี ระยะเวลาของการใช้ยาจีนรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค อาจตั้งแต่ 3 เดือน 6 เดือน ถึง 1 ปี 2 ปี ก็มี และขณะที่ใช้ต้องใช้อย่างต่อเนื่องจึงจะทำให้เกิดผล

     หมอขอยกกรณีตัวอย่างเปรียบเทียบการรักษามะเร็งด้วยยาจีนในผู้ป่วย 2 ราย โดย 2 รายนี้เป็นมะเร็งเต้านม และมีอายุมากแล้วทั้งคู่ ประมาณ 65 - 70 ปี รายแรกเป็นคนใส่ใจสุขภาพ จึงตรวจเจอมะเร็งที่เต้านมตั้งแต่ระยะแรก รีบทำการผ่าตัด ปฏิเสธเคมีบำบัดเพราะเห็นว่าอายุมากแล้ว หันมาใช้ยาจีนอย่างต่อเนื่องช่วงหนึ่ง ก็เข้าสู่ระยะที่เรียกว่าปลอดภัยจากโรค ตอนนี้ผ่านมา 10 กว่าปีแล้ว ยังศึกษาปริญญาเอก ถึง 2 ใบ เป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มีอายุมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย ทุกวันนี้ก็ยังมีสุขภาพที่ดี

     ส่วนอีกรายหนึ่งนั้นตรงกันข้าม พบก้อนที่เต้านมก็ไม่กล้าไปรักษา ปล่อยไว้นาน 7 ปี จนเมื่อมารักษานั้นมะเร็งลุกลามจะเข้าระยะ 4 แล้ว ต้องทรมานกับการรักษาทุกรูปแบบ ก้อนใหญ่มากผ่าตัดไม่ได้ต้องเคมีบำบัดก่อน ก้อนยุบลงแล้วค่อยผ่าตัด ทั้งยังต้องเคมีบำบัดและฉายแสงต่อรักษานานกว่า 1 ปี การใช้ยาจีนในผู้ป่วยรายนี้ก็นานกว่าท่านแรก และเพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำซึ่งมีโอกาสสูง ก็ต้องใช้ยาจีนต่อเนื่องหลายปี

 

มะเร็งไม่สิ้นหวัง ปรึกษาศูนย์จีนเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง
โทร.02-264-2217-9  วันทำการ จันทร์ - ศุกร์ เวลา 8.30น.-17.00น.