มะเร็งไม่สิ้นหวังด้วยยาจีน


มะเร็งไม่สิ้นหวังด้วยยาจีน

       โดย แพทย์จีนมาลิน  ปิยะชินวรรณ

มะเร็ง ยังคงเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากในแต่ละปี จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติมะเร็งที่พบกันในเพศชาย 10 อันดับแรกได้แก่
     1. มะเร็งตับ                                     6.  มะเร็งกระเพาะอาหาร
     2. มะเร็งปอด                                   7.  มะเร็งเม็ดเลือดขาว
     3. มะเร็งสำไส้ใหญ่                            8.  มะเร็งต่อมน้ำเหลือง 
     4. มะเร็งช่องปาก                              9.  มะเร็งหลังโพรงจมูก
     5. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ                  10.  มะเร็งหลอดอาหาร

ส่วนเพศหญิงนั้น  มะเร็งที่พบมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่
     1. มะเร็งปากมดลูก                          6.  มะเร็งรังไข่
     2. มะเร็งเต้านม                               7.  มะเร็งช่องปาก
     3. มะเร็งตับ                                   8.  มะเร็งต่อมธัยรอยด์
     4. มะเร็งปอด                                 9.  มะเร็งกระเพาะอาหาร
     5. มะเร็งลำไส้ใหญ่                         10.  มะเร็งคอมดลูก

นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2563 ทั่วโลกจะมีคนตายด้วยโรคมะเร็งมากกว่า 11 ล้านคน  

โรคมะเร็งเป็นโรคที่ใช้เวลานานหลายปีในการก่อให้เกิดโรค  ชนิดของโรคมะเร็งในแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน แต่ก็ล้วนมีส่วนสัมพันธ์กับปัจจัยดังต่อไปนี้ :
     •  พฤติกรรมการบริโภค
     •  คุณสมบัติทางพันธุกรรม
     •  วิถีการดำเนินชิวิต
     •  สิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน
     •  รังสีจากเคมีและสารพิษต่างๆ

ปัจจัยการเกิดโรคมะเร็งตามทฤษฏีแพทย์แผนจีน:
ทัศนะแพทย์จีนเห็นว่า ปัจจัยที่ก่อเกิดมะเร็งมีทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในร่างกาย สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

     1. ปัจจัยจากสภาวะของร่างกาย ยินหยางขาดสมดุล พลังชวี่เลือดติดขัด เลือดไม่ไหลเวียน สมรรถภาพการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายแปรปรวน ทำให้ภูมิคุ้มกันถดถอย ร่างกายอ่อนแอจนเกิดเป็นโรคมะเร็ง

 



     2. ปัจจัยด้านอารมณ์และจิตใจ  ทฤษฏีแผนจีนได้ให้ความสนใจต่ออารมณ์ของมนุษย์เราโดยแยกเป็นอารมณ์ทั้งเจ็ด คือ ตื่นเต้นดีใจ โมโหโกรธา วิตกกังวล  ครุ่นคิด เศร้าเสียใจ  หวาดผวา  ตื่นตระหนกตกใจ อารมณ์ที่แปรปรวนเหล่านี้นี้ถ้ามีมากไป ก็จะยับยั้งการไหลเวียนของพลังและเลือด เมื่อพลังและเลือดติดขัดก็จะกระทบต่อการทำงานของอวัยวะในร่างกาย จนทำให้ร่างกายอ่อนแอเกิดเป็นโรคร้ายต่างๆ

     3. ปัจจัยภายนอก คือสารพิษต่างๆ  ตลอดจนสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ร้อน  หนาว  ชื้น  แห้ง  เปียกแฉะ เป็นต้น   เพราะถ้าต้องอยู่ในสภาพเหล่านี้เป็นเวลานาน ร่างกายก็จะค่อยๆอ่อนแอ  เกิดเป็นโรคได้ง่าย

 



     4. ปัจจัยด้านโภชนาการ  ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแผนจีนล้วนให้ความสำคัญในด้านนี้เน้นให้หลีกเลี่ยงสารปนเปื้อนต่างๆ ที่ติดมากับอาหาร  หลีกเลี่ยงอาหารปิ้ง  ย่าง  ทอด  เป็นต้น
              
แพทย์จีนอาศัยหลักทฤษฏีแผนจีนในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างไร

การแพทย์แผนจีนถือหลักการรักษาแบบองค์รวม  วินิจฉัยแยกแยะโรคตามสภาวะของผู้ป่วย
โดยมีเป้าหมายดังนี้  :
     •  ค้ำจุนและรักษาชี่(พลัง)แต่กำเนิดให้เข้มเข็ง  ซึ่งหมายถึงการเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ปรับสมดุล
     •  ยินหยาง ปรับสมรรถภาพการทำงานของอวัยวะภายใน
     •  ขับพิษร้ายต่างๆออกจากร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นพิษร้อน  พิษเสมหะ  พิษลม  สารพิษ
     •  กระจายเลือดคั่ง  กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต 
     •  สลายการติดกั้น  ทำให้เส้นลมปราณโล่ง เมื่อพลังขับเคลื่อน เลือดก็จะเดิน
     •  ต้านเซลล์มะเร็ง

บทบาทของยาสมุนไพรจีน
     หลักการรักษาด้วยยาจีนนั้นแตกต่างจากการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน ยาแผนปัจจุบันมุ่งฆ่าทำลายเชื้อที่ก่อให้เกิดโรค แต่ยาจีนนั้นมุ่งฆ่าทำลายสิ่งที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังเชื้อโรค ซึ่งก็คือต้นเหตุ(รากเหง้า)ของการเกิดโรค จึงต้องใช้ตำรับยาที่ประกอบด้วยสารสกัดจากตัวยาจีนหลากหลายชนิด  แม้ตัวยาจีนบางชนิดอาจมีฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง  แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งแล้ว ไม่เพียงแต่ต้านมะเร็งอย่างเดียว  ยังต้องคำนึงถึงสภาพโดยรวมทั่วร่างกาย  ต้องเสริมปรับอวัยวะที่อ่อนแอในร่างกายไม่ว่าจะเป็นตับ  ไต  ม้าม  กระเพาะอาหาร  ต้องกระตุ้นการไหลเวียนของพลังและเลือด  ขับร้อนถอนพิษต่างๆออกจากร่างกาย  เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันให้สูงขึ้น  ซึ่งบทบาทเหล่านี้  ตัวยาเพียงชนิดเดียวไม่อาจครอบคลุมได้  จึงต้องใช้ยาตำรับเท่านั้น  

ข้อดีของการใช้ตำรับยาจีนควบคู่กับการรักษาวิธีหลัก

     • ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องรับการผ่าตัด  ถ้าได้ใช้ยาจีนก่อนการผ่าตัด จะช่วยบำรุงเลือดเสริมพลัง เสริมม้ามและกระเพาะอาหารให้แข็งแรง  ทำให้ร่างกายแข็งแรง  ฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้น

     • ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการทำคีโมบำบัดหรือรังสีรักษา  ถ้าใช้ยาจีนควบคู่กันไป  จะช่วยบรรเทาพิษจากผลข้างเคียง  ช่วยบำรุงเลือด  เสริมพลังชวี่  ทำให้ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ  ช่วยให้การรักษาวิธีหลักเป็นไปอย่างราบรื่น  นอกจากนี้ยาจีนยังช่วยบำรุงหล่อเลี้ยงตับ ไต  เสริมม้ามและกระเพาะอาหารให้แข็งแรง  ช่วยขับร้อนถอนพิษ  ปรับสมดุลยินหยาง ยกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย  ช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้น

     • ยาจีนมีบทบาทต้านเซลล์มะเร็ง ป้องกันมะเร็งแพร่กระจาย   

จุดเด่นของยาจีนในการรักษาโรคมะเร็ง
     1. การรักษาด้วยยาจีนมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและค้ำจุนพลังชีวิต โดยเฉพาะหลังผ่าตัด
     2. สามารถบรรเทาผลข้างเคียงจากพิษของเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา
     3. เมื่อรักษาด้วยแผนหลักควบคู่กับแผนจีน ทำให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น  ช่วยให้ผู้ป่วย มีชีวิตยืนยาวต่อไปอย่างมีคุณภาพ
     4. ช่วยปรับกลไกการสร้างเม็ดเลือดของไขกระดูก มีผลทำให้ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเพิ่มขึ้นหรือไม่ตกต่ำไปกว่าเดิม
     5. ยกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย  เสริมสมรรถภาพในการกลืนกินของเซลล์ยักษ์
     6. เสริมประสิทธิภาพในการหลั่งสารเหลวของต่อมไร้ท่อต่างๆในร่างกาย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
     7. ยาจีนช่วยสลายก้อนแข็ง  กระจายเลือดคั่ง  ปรับปรุงระบบการไหลเวียน  ซึ่งเป็นผลดีต่อการฟื้นฟูสุขภาพ
     8. ช่วยเร่งให้เซลล์เนื้องอกแปรเปลี่ยนเป็นเซลล์ดี ช่วยให้สภาวะในร่างกายเสถียรยิ่งขึ้น
     9. จากผลวิจัยของโรงพยาบาลมะเร็งแห่งชาติไต้หวัน พบว่ายาจีนช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง  ช่วยป้องกันไม่ให้มะเร็งกำเริบซ้ำได้ในระดับที่แน่นอน

จังหวะใดที่ควรจะเริ่มการรักษาด้วยยาจีน  
     • ผู้ที่กำลังรอผลการตรวจชิ้นเนื้อ
     • ผู้ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาด้วยวิธีหลัก
     • ผู้ที่ต้องการลดผลข้างเคียงจากคีโมบำบัดหรือรังสีรักษา
     • ผู้ที่ไม่สามารถรักการรักษาด้วยวิธีหลัก
     • ผู้ที่ปฏิเสธการรักษาด้วยวิธีหลัก  หรือผู้ที่มีอายุมากเกินไป
     • ผู้ที่จบการรักษาด้วยแผนหลักแล้ว ต้องการป้องกันการเกิดซ้ำ
     • ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง  เช่นคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง
     • ผู้ที่มีปัญหาด้านระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การใช้ยาจีนให้ถูกต้องและเห็นผล  
     • ควรเป็นยาจีนที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล   
     • ผ่านการวิจัยจากห้องแลป  และผ่านการทดลองในสัตว์ทดลอง เช่น หนู  มีการนำไปใช้ทางคลินิกกับผู้ป่วยจริง   มีความปลอดภัยสูง  และที่สำคัญได้รับการรับรองจาก อ.ย.
     • ถ้าเป็นการรักษาโรค  (มิใช่รักษาอาการเท่านั้น)  ควรเป็นตำรับยา ที่มีตัวยาหลายชนิดจะได้ผลการรักษาดีกว่าตัวยาเดี่ยวๆ
     • ไม่ควรซื้อยากินเอง  แต่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและคำแนะนำจากแพทย์จีนที่ชำนาญการ
     • ยาจีนมาจากสมุนไพร  จึงต้องใช้เวลากินอย่างต่อเนื่อง และในปริมาณที่แพทย์จีนแนะนำ จึงจะเห็นผล 

     สำหรับประเทศไทย ตำรับยาน้ำเทียนเซียนที่แนะนำให้ผู้ป่วยมะเร็งใช้ควบคู่กับการรักษาวิธีหลักนั้น ได้ผ่านการวิจัยทดลองจากทีมแพทย์ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันซึ่งเป็นโรงพยายาลอันดับหนึ่งของไต้หวัน  ก่อนหน้านี้ได้มีการทดลองยาตำรับนี้กับสัตว์ทดลองมาแล้วได้ผลเป็นที่น่าพอใจ  หัวข้อในการทดลองครั้งนี้เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาจีนตำรับนี้ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจาย  การทดลองเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2009- เดือนมิถุนายน 2011  รวม 2 ปี  ผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการทดลอง รวม 30 รายล้วนเป็นมะเร็งเต้านมระยะ 4 ซึ่งมะเร็งได้แพร่กระจายไปสู่ ปอด ตับ สมอง และกระดูกแล้ว ส่วนใหญ่ได้ผ่านการรักษาด้วยแผนหลักจนหมดทุกวิธีไม่ว่าจะผ่าตัด คีโม หรือรังสีรักษา บางตนก็ยังใช้ฮอร์โมนบำบัดด้วย  แต่ก็ไม่อาจควบคุมโรคได้    แพทย์ได้ให้ผู้ป่วยทั้งหมดใช้ยาจีนตำรับนี้ต่อเนื่องรวม 6  เดือน  แล้วประเมินผลพบว่า คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  อาการข้างเคียงจากการักษาแผนปัจจุบันลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด  ภูมิคุ้มกันก็ดีขึ้นด้วย  ผู้ป่วยรายหนึ่งที่ไม่ได้ผ่าก้อนเนื้อตั้งแต่แรก  ก้อนเนื้อไม่ได้โตขึ้นกว่าเดิม  อย่างไรก็ตามยาจีนมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งได้แค่ไหน  ยังต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป 

     นอกจากนี้  ยังมีงานวิจัยพบว่ายาน้ำตำรับนี้มีผลในการยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่มะเร็งสามารถแพร่กระจายหรือกำเริบซ้ำหลังจบกระบวนการรักษาด้วยวิธีหลักแล้ว  แต่งานวิจัยยังคงต้องดำเนินต่อไป  เพื่อศึกษาว่ายาจีนจะยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งได้ทุกชนิดหรือไม่     

ผู้ป่วยมะเร็งที่รักษาด้วยการผ่าตัด  คีโมบำบัดหรือรังสีรักษาจนครบถ้วนแล้ว ยังคงต้องดูแลรักษาสุขภาพของตนเองต่อไป  โดยต้องสนใจจากสี่ด้านดังนี้
1) ใจบำบัด        2)  เภสัชบำบัด      3)  โภชนาบำบัด      4)  กายบำบัด

ประสบการณ์ของผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยที่ได้ใช้ยาจีนควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน

ตัวอย่างที่หนึ่ง 
     คุณเอ (นามสมมติ)  เพศหญิง อายุ 42 ปี  พบว่าเป็นมะเร็งที่เต้านมขวา  เมื่อต้นปี 2557 เนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ ยังไม่อาจผ่าตัดได้  แต่ต้องทำคีโมบำบัดก่อน  ผู้ป่วยเริ่มใช้ยาจีนก่อนทำคีโมไม่นาน  คีโมเข็มแรกและเข็มที่สองผ่านไปอย่างราบรื่น  แต่เมื่อรับเข็มที่ 3 เม็ดเลือดขาวเริ่มตก   แต่ยังคงไปทำงาน  งานก็เครียดด้วย  จึงเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย  ทำคีโมต่อไปไม่ได้  หมอจึงได้แนะนำให้เพิ่มยาน้ำอีก 1 หลอดเป็น 4 หลอด  และให้สนใจพักผ่อนมากขึ้น  
     หลังจากนั้น 1 สัปดาห์  ไปตรวจเลือด  ค่าเลือดดีขึ้น  จึงทำคีโมต่อไปได้  โดยไม่มีผลข้างเคียงอีก จึงลดยาน้ำเหลือ 3 หลอดต่อวันเหมือนเดิม  ทำคีโมต่อไปจนจบคอร์สโดยไม่สะดุด  ปัจจุบันทำคีโมคอร์สที่ 2 อยู่    ค่าเลือดก็ไม่มีปัญหา 

ตัวอย่างที่สอง   
     นายชัย (นามสมมติ) อายุ 65 ปี เมื่อกลางปี 2556เป็นมะเร็งตับ พบก้อนเนื้อ 1 ซม.ที่ตับและมีประวัติสมรรถภาพตับไม่ปกติ   ได้รับการผ่าตัดก้อนเนื้อออกด้วยวิธีหลัก  หลังผ่าตัดทางโรงพยาบาลแนะนำให้ฉีดยาบล๊อกเส้นโลหิตที่ตับ  แต่ผู้ป่วยปฏิเสธเพราะเห็นว่าตนเองอายุมากแล้ว กลัวจะรับพิษของผลข้างเคียงไม่ได้   ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงแนะให้ติดตามผลทุก 3 เดือนเพราะยังพบว่ามีจุดเล็กๆที่บริเวณตับ  ผู้ป่วยจึงหยุดการรักษาวิธีหลัก พักอยู่ที่บ้าน เริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลด  ไม่มีเรี่ยวแรง  เมื่อปลายปีที่แล้วทราบวามียาจีนที่ช่วยต้านเซลล์มะเร็งและช่วยฟื้นฟูสุขภาพ  ก็สนใจและเริ่มใช้ยาจีนตำรับนี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 6 เดือน  เมื่อไปพบแพทย์ตามนัด  ตรวจไม่พบว่ามีการกระจายไปจุดอื่นๆอีก  แต่จุดที่มีอยู่เดิมโตขึ้นเล็กน้อย  คุณภาพชีวิตดีขึ้น  เจริญอาหาร  อาการอ่อนเพลียหายไป  ทางโรงพยาบาลจึง
     เสนอให้ผ่าตัดจุดที่เห็นในตับออก  แต่ผู้ป่วยยังคงปฏิเสธ   และกินยาจีนต่อเนื่องต่อไป  พบแพทย์ตามนัดทุก  3เดือน   ผลการตรวจเลือดค่า AFP ปกติ  จุดที่พบในตับไม่ได้โตขึ้นกว่าเดิมและไม่พบว่ามีการแพร่กระจายไปที่อื่น  ปัจจุบันนี้ผู้ป่วยยังคงใช้ยาจีนนี้อย่างต่อเนื่องและสนใจออกกำลังกายอย่างเหมาะสมด้วย

ตัวอย่างที่สาม
     คุณนวล (นามสมมติ) เพศหญิงอายุ 23 ปี พบว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือใต้ไหปลาร้าเมื่ออายุ 18ปี ตกใจและกังวลมาก  เนื่องจากก้อนเนื้อใหญ่มากไม่อาจผ่าตัดได้  จึงต้องรักษาด้วยคีโมบำบัดและต่อด้วยรังสีรักษา   ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำให้ใช้ยาจีนควบคู่การคีโมบำบัดและการฉายแสง  ฉีดคีโมไปได้ 3 เข็ม มีผลข้างเคียงมาก ปวดหัว  ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน  สลับกับท้องเสีย  จนทำให้อ่อนเพลีย หน้ามืด  โชคดีที่ได้รับการดูแลอย่างดีจากคุณแม่และญาติมิตร
     ได้รับคำแนะนำให้ใช้ยาจีนควบคู่กับคีโมบำบัด  ทำให้พิษจากผลข้างเคียงทุเลาลง สุขภาพฟื้นตัว ทำคีโมต่อไปได้  หลังคีโมเข็มที่ 4  ตรวจ PET  SCAN  พบว่าก้อนเนื้อเล็กลงจาก 7x10x11 ซม. เหลือ 3x5x6 ซม. ดีใจมากมีกำลังใจมากขึ้น  จึงรักษาต่อไปจนจบคอร์สคีโม 16เข็มและรังสีบำบัด 29 ครั้ง พร้อมกับกินยาจีนควบคู่กันอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาร่วม 2 ปี   ปัจจุบันผ่านมา 5  แล้ว  ยังคงใช้ยาจีนเพื่อป้องกันการกำเริบซ้ำโดยลดปริมาณลง   มีสุขภาพแข็งแรง ไปพบแพทย์ตามนัด   ไม่พบว่ามีการแพร่กระจายของมะเร็ง

     จากประสบการณ์จริงของผู้ป่วยทั้งสามท่าน จะเห็นว่ายาจีนสามารถเสริมผลการรักษาด้วยวิธีหลักให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น   ช่วยบรรเทาผลข้างเคียงของการรักษาวิธีหลัก  ช่วยยกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ในระดับที่แน่นอน  จึงเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง