ยับยั้งมะเร็งต้องทำลายเซลล์ต้นกำเนิด


ยับยั้งมะเร็งต้องทำลายที่เซลล์ต้นกำเนิด

โดย นายแพทย์ ล่าย จี๋ หมิง
ผอ.ศูนย์มะเร็ง รพ.ว่านฟาง มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ไทเป
นักวิจัยสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งชาติ ไต้หวัน
ประธานบริหาร มูลนิธิมะเร็งฟอร์โมซ่า


       นายแพทย์ ล่าย จี๋ หมิง เป็นแพทย์แผนปัจจุบันที่ชำนาญเฉพาะทางโรคมะเร็ง ที่ผ่านมาได้ให้การรักษาคนไข้ด้วยการแพทย์แผนหลัก คือ การผ่าตัด เคมีบำบัดและรังสีรักษา แต่ตลอดมามักจะประสบปัญหาว่า เมื่อคนไข้ผ่านการรักษาแผนหลักครบทุกขั้นตอนแล้ว ยังไม่สามารถเยียวยาให้หายได้ คนไข้รู้สึกผิดหวังและก็ทรมาน บางครั้งแพทย์ที่ทำการรักษาก็เสียใจที่ต้องบอกคนไข้ว่าหมดวิธีการรักษาแล้ว ไม่รู้จะรักษาอย่างไร

       แต่นายแพทย์ล่าย มีคนไข้หลายคนที่เคยบอกไปว่ารักษาไม่ได้แล้วหรือวิธีการรักษาแผนหลักจบลงแล้ว ปรากฏว่าผ่านไปอีก 2-3 ปี คนไข้กลับมาหาและบอกว่าค้นพบวิธีรักษาแล้ว นั่นคือ การไปพบกับแพทย์ทางเลือก ใช้ยาแผนโบราณ ใช้สมุนไพรต่างๆ ใช้ชีวบำบัด การล้างพิษ การเปลี่ยนแนวทางด้านโภชนาการ แล้วคนไข้มีอาการดีขึ้น ก้อนเนื้อควบคุมได้ กระทั่งบางคนมะเร็งหายไป นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้นายแพทย์ล่ายคิดว่า นอกจากการรักษาด้วยแผนหลัก ทำไมเราไม่ค้นคิดการรักษาด้วยวิธีอื่นให้กับคนไข้ วิธีการใดที่ช่วยให้คนไข้รอดชีวิตได้ วิธีการนั้นก็สามารถนำไปใช้ร่วมกับแผนปัจจุบันได้ ตั้งแต่นั้นมา จึงได้ค้นคว้าเรื่องสมุนไพร ซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่คิดว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด จะที่ใช้รักษาร่วมกับแผนหลัก


ทำไมมะเร็งถึงเกิดซ้ำได้อีก มีเหตุผลสำคัญคือ
       -  เรามักพบมะเร็งเมื่อมีการแพร่กระจายสู่กระแสโลหิตแล้ว แต่ยังตรวจพบไม่ได้ (Micrometastasis)
       -  หลังการรักษาแผนหลัก ยังคงมีเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งหลงเหลืออยู่ เป็นสาเหตุหลักทำให้เซลล์มะเร็งกำเริบอีก

       ตัวอย่างเช่น เมื่อตรวจพบมะเร็งขนาด 1 ซม. โดยขนาด 1 ซม.นี้ จะมีจำนวนเซลล์ถึง 1000 ล้านเซลล์ และก้อนมะเร็งเพียงขนาด 10 ล้านเซลล์ ก็สามารถสร้างเส้นเลือดใหม่เลี้ยงตัวมันเองได้ ซึ่งหมายถึงมะเร็งได้เริ่มแพร่กระจายออกไปแล้ว (Micrometastasis)

      
ปัจจุบันนี้หลักการรักษาก็หวังจะควบคุมมะเร็งให้ได้ ผ่านการเคมีบำบัด รังสีรักษาและหวังว่าจะช่วยป้องกันการกระจายไกลของมะเร็ง แต่เมื่อพยายามทำถึงขนาดนี้ก็ยังปรากฏว่ามะเร็งยังกำเริบซ้ำ ดังนั้นก่อนที่มะเร็งจะกำเริบซ้ำ จะต้องมีการทำอะไรสักอย่างเพื่อป้องกันภาวะดังกล่าว

       โดยในทางแพทย์แผนปัจจุบัน มีการคิดค้นวัคซีนมะเร็งแต่วิธีนี้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาอีกมาก อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ค้นพบยาจีนที่ให้ผลรักษามุ่งเป้าทำให้เซลล์มะเร็งอยู่ในลักษณะสงบนิ่ง(จำศีล) นอกจากนี้ยาจีนยังได้รับพิสูจน์แล้วว่า ให้ผลยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง ซึ่งนี่จะช่วยป้องกันการกำเริบซ้ำและแพร่กระจายของมะเร็ง

      
อย่างที่ทราบกันแล้วว่า การรักษามะเร็งโดยแผนปัจจุบันโดยรวมแล้วมี 4 อย่าง คือ (1) การผ่าตัดซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 1900 (2) รังสีรักษา เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 1954 (3) เคมีบำบัด ใช้มาตั้งแต่ปี 1960  (4) การรักษาแบบมุ่งเป้า ซึ่งมีการใช้มาประมาณ 10 กว่าปีนี้

การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า
       หากเปรียบเทียบวิธีการรักษาแบบเคมีบำบัดและการรักษาแบบมุ่งเป้า มีข้อแตกต่างกัน คือ เคมีบำบัด  ทำลายเซลล์มะเร็งและทำลายเซลล์ดีด้วย แต่การรักษาแบบมุ่งเป้าทำลายเซลล์มะเร็งและยับยั้งเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์ที่มีอยู่แล้วคงที่ ไม่สามารถแพร่กระจายอีก สุดท้ายเซลล์มะเร็งก็ตายไปและรักษาตรงต่อเซลล์ ไม่ทำลายเซลล์รอบข้าง อย่างไรก็ตาม ยารักษาแบบมุ่งเป้าในปัจจุบันนี้ยังให้ผลแค่ประมาณ 20%

อุปสรรคของการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า คือ
       1. ผลข้างเคียงจากพิษ
       2. เซลล์มะเร็งดื้อยา
โดยพบว่าหลังจากใช้ยาไปประมาณ 8 เดือน เซลล์มะเร็งก็ไม่ตอบสนอง จุดอ่อนนี้ยังไม่สามารถที่แก้ไขได้ ยังต้องค้นคว้าและก็หาหนทางอื่น 
       3. ยามุ่งเป้าเพียงเป้าหมายเดียว แต่มะเร็งมีหลากหลายเป้าหมาย
       4. ยามุ่งเป้าราคาสูง

       เนื่องจาก นพ.ล่าย จี๋ หมิง ได้รู้จักยาน้ำเทียนเซียนซึ่งเป็นยาที่มีการนำไปใช้ในกลุ่มคนไต้หวันเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ท่านจึงนำยาตัวนี้มาทดลองในสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งชาติไต้หวัน (National Institute of Cancer Research, NHRI) ซึ่งท่านเป็นนักวิจัยอยู่ พบว่ายาตัวนี้มีบทบาทหลาย 7 ประการ 

          (1) ทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อตายและสลายไป
          (2) ยับยั้งการแสดงออกของยีน
          (3) ยับยั้งวงจรชีวิตของเซลล์มะเร็ง
          (4) ยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ของเซลล์มะเร็ง
          (5) ยับยั้งการส่งสัญญาณเข้าสู่เซลล์มะเร็งไม่ให้เซลล์แบ่งตัว
          (6) กระตุ้นพีพาร์แกมม่า (PPARy) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญพลังงาน
          (7) ยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง

การทดลองยาจีนกับการยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง 

       วิธีการทดสอบของนพ.ล่าย จี๋ หมิง และทีมงาน เรียกว่า side population เริ่มตั้งแต่เอากลุ่มเซลล์มะเร็ง ได้แก่ เซลล์มะเร็งสมอง เต้านม ตับ ปอด มาแยกเอาเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งออกมา พบว่า แต่ละชนิดมีค่าของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งเท่ากับ 1.74%, 2.14%, 1.69% และ 1.79% ตามลำดับ ลักษณะของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งนั้น พบว่า มียีนที่มีลักษณะดื้อยาจำนวนมาก มีรูปแบบยีนที่สามารถส่งสัญญาณการแบ่งตัว และเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน

       จากนั้นก็นำยาจีนมาทดสอบว่า สามารถกำจัดเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งที่แยกออกมาได้หรือไม่ พบสามารถทำได้ อาทิ ในเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งตับ 3 ชนิด
               ชนิดที่ 1 เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง   จากเดิม 1.33%   ลดเหลือ 0.49%,
               ชนิดที่ 2 เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง   จากเดิม 1.55%   ลดเหลือ 0.43%,
               ชนิดที่ 3 เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง   จากเดิม 1.69%   ลดเหลือ 0.27%
       โดยหลังจากทดสอบกับยาจีนแล้ว จำนวนความหนาแน่นของเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งที่เกาะกันเป็นกลุ่มก้อนก็เบาบางลง เมื่อตรวจสอบดูยีนที่มีลักษณะดื้อยา และยีนที่สามารถส่งสัญญาณการแบ่งตัว พบว่าลักษณะดังกล่าวค่อยๆ หายไป

       ในขณะเดียวกัน นพ.ล่าย ได้ทำการทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งของยาเคมีบำบัด 4 ชนิด ได้แก่ แท็กซอล (Taxol), วีพี 16 (VP16), ซีสพลาติน (Cisplatin), ด็อกโซรูบิซิน (Doxorubicin) พบว่ายาดังกล่าวแม้ขจัดเซลล์มะเร็งได้แต่ไม่สามารถขจัดเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งได้ กลับกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งเพิ่มจำนวนมากขึ้น นอกจากนี้ นพ.ล่าย ได้ทดสอบเปรียบเทียบกับรังสีรักษา ก็พบว่ารังสีรักษาทำให้เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเช่นเดียวกัน นี่จึงเป็นเหตุให้ภายหลังทำการรักษาแม้เซลล์มะเร็งจะหมดไป แต่หากเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งยังหลงเหลืออยู่ ผู้ป่วยก็ยังมีโอกาสกำเริบซ้ำของโรคได้อีก

        ทีมวิจัย ยังได้ทดลองการยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งในหนูทดลอง พบว่าหนูทดลอง 5 ตัวที่ให้ยาน้ำเทียนเซียน มีเพียง 1 ตัว ที่ก้อนมะเร็งโตขึ้น ในขณะที่หนูทดลองที่ไม่ให้ยาน้ำเทียนเซียน หนูทั้ง 5 ตัว ล้วนมีก้อนมะเร็งโตขึ้นทั้งหมด

       นพ.ล่าย จี๋ หมิง สรุปสุดท้ายว่า จากผลการทดลองนี้สามารถกล่าวได้ว่า ยาจีนยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง ในขณะที่เคมีบำบัด รังสีรักษาไม่สามารถยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งได้ กลับกระตุ้นให้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ เซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งที่มีลักษณะดื้อยาเคมีบำบัด กลับตอบสนองไวต่อยาจีน เชื่อว่าในอนาคต ยาจีนจะมีบทบาทที่ดีในการใช้ร่วมกับการรักษาแผนหลักเพื่อรักษามะเร็ง โดยผลวิจัยข้างต้น ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์แล้ว

ที่มา :  เนื้อหาบรรยายงานมะเร็งเต้านม มหันตภัยร้ายใต้ทรวงอก