จะต้านหรือก่อมะเร็งล้วนมาจากการบริโภค


จะต้านหรือก่อมะเร็ง ล้วนมาจากการบริโภค

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

       
      
75-80 เปอร์เซ็นต์ของเนื้องอกในมนุษย์ล้วนเกิดจากปัจจัยสภาวะแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ก่อนที่สารทางพันธุกรรมจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยก่ออันตรายต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะถูกระบบป้องกันภายในร่างกายต่อต้านหรือซ่อมแซม ทำให้อ่อนแรงลงหรือถูกขจัดไป แต่ถ้าปัจจัยก่อมะเร็งมีมากเกินไป ผลตอบสนองที่สะสมไว้ใหญ่โตเกินไป หรือเหตุเพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายบกพร่อง หรืออาจเป็นเพราะว่า DNA เสียหายและประสิทธิภาพในการซ่อมแซมฟื้นฟูบกพร่อง สาเหตุเหล่านี้จึงทำให้เกิดเนื้องอก 

       ดังกล่าวข้างต้น มะเร็ง 75-80 เปอร์เซ็นต์ ล้วนเกิดจากปัจจัยสภาวะแวดล้อม สาเหตุสำคัญที่ผลักดันให้สภาวะแวดล้อมเลวร้ายยิ่งขึ้นจนเกิดโรคมะเร็งนั้น ได้แก่ มลพิษทางอากาศ น้ำเป็นพิษ และความเสียหายอย่างร้ายแรงของผืนดิน โรคมะเร็งในคนเราล้วนเกิดจากปัจจัยสภาวะแวดล้อม และปัจจัยส่วนใหญ่ ก็มาจากปัจจัยด้านโภชนาการเป็นสำคัญ

       โรคมะเร็งประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ มีสาเหตุมาจากการบริโภค จากการศึกษาทั่วโลกได้ข้อสรุปว่า เนื้องอกระบบทางเดินอาหารมีอัตราส่วนถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของเนื้องอกทั้งหมด ยกตัวอย่างในสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหารมีอัตราส่วนสูงถึง 65 เปอร์เซ็นต์ โดยการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของปัจจัยโภชนาการกับโรคมะเร็งจึงได้รับความใส่ใจจากทั่วโลก อาทิ

       (1) สารก่อเกิดมะเร็งที่ก่อตัวขึ้นระหว่างการปรุงอาหาร    
       (2) สารสังเคราะห์ไนโตรโซ (NITROSO)     
       (3) สารสี สารให้ความหวาน ซึ่งล้วนเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ก่อเกิดมะเร็ง     
       (4) สารพิษตกค้างจากยาฆ่าแมลงทางเกษตรก่อให้เกิดมะเร็ง  
       (5) อาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคก่อให้เกิด
มะเร็ง

      
น้ำมันที่ผ่านความร้อนซ้ำซาก เต็มไปด้วยสารที่เป็นอันตราย เช่น สารแอลดีไฮด์ สารเคมีเคโทน สารอ๊อกไซด์ และสารสังเคราะห์จากการรวมตัวของความร้อน มีการวิจัยว่า เนื้อย่าง ปลาย่าง ตรงบริเวณที่ย่างไหม้เกรียม จะประกอบไปด้วยสารชักนำที่เข้มข้น ก่อให้เกิดมะเร็งได้อย่างร้ายแรง สารเกลือไนเตรดเป็นสารปรุงแต่งอาหารที่นิยมใช้กันมาก มันช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อบาซิลัสในเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกันก็ทำให้เนื้อสัตว์นุ่มและสด สารเกลือไนเตรดตัวมันเองไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่หลังจากที่มันได้ถ่ายเทสับเปลี่ยนกับโปรตีนแล้ว รวมตัวกับสารแอมิน (Amine) ที่ถูกผลิตออกมาอย่างมากมาย จะกลายเป็นสารไนโตรซามีนชนิดร้ายแรงที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ ผักดองก็เช่นเดียวกัน

       ในปัจจุบันยังมีการนำขัณฑสกรมาใช้กันอย่างแพร่หลายในการปรุงรสหวาน องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดอัตราส่วนการใช้ไว้ที่ 0.5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัวทุก 1 กิโลกรัม/วัน เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้ค้นพบว่าสารตัวนี้สามารถทำให้เกิดมะเร็งทางเดินปัสสาวะและมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะได้

       สารเคมีทางเกษตรส่วนใหญ่ก่อให้เกิดมะเร็งได้อย่างร้ายแรง ซึ่งในบรรดาสารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร นับว่าสารอัลฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ร้ายแรงที่สุด นอกจากนี้ยังค้นพบสารก่อมะเร็งในเชื้อราอีกหลายชนิด

       อาหารก่อให้เกิดมะเร็งแต่ก็สามารถป้องกันมะเร็งได้ โดยสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งชาติอเมริกา ได้ให้การรับรองอาหารป้องกันมะเร็ง 8 ชนิด คือ 


       1)  มะเขือเทศ สารสีแดงจากแคโรทีนอยด์ ชื่อ ไลโคพีน ในมะเขือเทศสามารถขจัดอนุมูลอิสระ มีบทบาทในการป้องกัน

มะเร็งต่อมลูกหมาก
       2)  ผักสีเขียวเข้ม อาทิ คะน้า ผักคึ่นไช่ สีผักยิ่งเขียวเข้มมากเท่าไรก็ยิ่งป้องกันมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น  
       3)  พืชผักตระกูลกะหล่ำ (Crucifers) เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ผักกาดและหัวผักกาด ซึ่งประเภทนี้รับประทานดิบดีที่สุด
       4)  ผลิตผลจากถั่วเหลือง ซึ่งมีสารป้องกันมะเร็งอย่างน้อย 5 ชนิด  
       5)  กลุ่มส้ม มีบทบาทในการป้องกันมะเร็งตับอ่อน  
       6)  มอลต์ ข้าวโอ๊ต ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และสำไส้ตรง   
       7)  ต้นหอม ขิง กระเทียม มีบทบาทในการยับยั้งมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ และมะเร็งปอด   
       8)  นมเปรี้ยว ป้องกัน
มะเร็งลำไส้

      
นอกจากนี้ สมาคมป้องกันมะเร็งในอเมริกาได้กล่าวถึงผักผลไม้ป้องกันมะเร็ง 30 ชนิด ได้แก่ แอปเปิล, แอพริคอท, อาติโชค, อะโวคาโด, ฟักทอง, กล้วยหอม, บล็อกโคลี, กะหล่ำดาว (Brussel spouts), พริกหยวก, แคนตาลูป, แครอท, กะหล่ำดอก, คึ่นไช่, เกรฟฟรุต, ผักกาดหวาน (lettuce), คะน้าฝรั่ง (Kale), กะหล่ำปม (Kohlrabi), กีวี, หอมใหญ่, สวิสชาร์ด (Swiss chard), ส้ม, มะละกอ, มันฝรั่ง, บ๊วยแห้ง, ปวยเล้ง, สตรอเบอรี่, มะเขือเทศ, มันเทศ, กะหล่ำปลี และ คอลลาร์ด กรีนส์ (Collard Greens) เป็นต้น