Patient & Care giver
                            กำลังใจดีๆ จากเพื่อน.... [x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.feidathai.com
 ข่าวประชาสัมพันธ์
                    ติดตามข่าวสารดีๆ กับเราได้ที่นี่.... [x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.feidathai.com
 สิทธิพิเศษ สำหรับผู้ติดต่อเรา เท่านั้น!
                            Tianxian Family มีสิ่งดีๆ รอมอบให้คุณ.... [x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.feidathai.com
 โรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทย
                            Tianxian Family มีสิ่งดีๆ รอมอบให้คุณ.... [x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.feidathai.com
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by www.feidathai.com
                                                                                                                                          THAI   ENGLISH  worldwide :

 
 
 


Topic :  เคมีบำบัดรักษามะเร็ง



เคมีบำบัด
Chemotherapy

 

เคมีบำบัด Chemotherapy


          ร่างกายคนเราประกอบไปด้วยเซลล์ต่างๆ
 ที่มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ไปทำงานแต่ละหน้าที่ และอวัยวะต่างๆ วงจรชีวิตของเซลล์จะเรียกว่า วัฏจักรเซลล์ (cell cycle) ซึ่งจะมีกลไกต่างๆ ควบคุมวัฏจักรเซลล์หลายขั้นตอนเพื่อควบคุมปริมาณของเซลล์ให้มีจำนวนตามปกติ ในกรณีของเซลล์มะเร็ง คือ จะมีความเสียหายของระบบควบคุมวัฏจักรเซลล์ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวอยู่ตลอดเวลา โดยทั่วไปแล้ววัฏจักรของเซลล์จะประกอบไปด้วย 5 ระยะ ดังต่อไปนี้


- G0 phase
เป็นระยะที่เซลล์อยู่เฉยๆ ไม่เข้าสู่วัฏจักรเซลล์ ซึ่งเมื่อมีปัจจัยที่เหมาะสมมากระตุ้น จะทำให้เซลล์เข้าสู่ cell cycle ได้ต่อไป 
- G1 phase เป็นระยะแรกของเซลล์จะเข้าสู่ cell cycle ก่อนที่เซลล์จะเริ่มสร้าง DNA 
- S phase เป็นระยะที่เซลล์ทำการสร้างและสังเคราะห์ DNA 
- G2 phase เป็นระยะที่ต่อเนื่องจาก S phase เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ช่วง M phase 
- M phase เป็นช่วงที่โครโมโซมหนาตัวขึ้น มีการแบ่งโครโมโซมออกเป็น 2 ชุด เพื่อแยกกันให้เป็น 2 เซลล์ในที่สุด


เคมีบำบัด
 เป็นภาษาทางการที่ใช้ในวงการแพทย์ ส่วนคีโมเทอราปี (Chemotherapy) รากศัพท์มาจากภาษาละตินและกรีก 
คีโม คือ สารเคมี เทอราปี คือ การรักษา


คีโมเทอราปี
 
คือ การรักษาด้วยยาหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยในรูปแบบการบริหารยาทางช่องทางใดก็ตาม ผลของยาเคมีบำบัดต่อ cell cycle ของเซลล์นี้จะแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะกับเซลล์ที่อยู่ใน cell cycle และชนิดที่ออกฤทธิ์ไม่เฉพาะกับ cell cycle ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์เฉพาะกับ cell cycle ยังแบ่งเป็นการออกฤทธิ์ต่อระยะใดระยะหนึ่ง (phase specific) ของ cell cycle ดังนั้น จะเห็นได้ว่ายาเคมีบำบัดส่วนใหญ่จะมีผลต่อเซลล์ที่แบ่งตัวเร็วมากกว่าเซลล์ที่แบ่งตัวช้า จึงมีผลต่อทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติของร่างกาย

 

ชนิดของยาเคมีบำบัด


ยาเคมีบำบัดอาจแบ่งตามคุณสมบัติทางเคมี
 หรือกลไกการออกฤทธิ์เป็น 5 ประเภท ดังนี้ 

     1. Alkylating Agents ยาเคมีบำบัดกลุ่มนี้มีกลไกการออกฤทธิ์โดยเข้าไปจับกับ DNA ของเซลล์ ส่งผลให้สายดีเอ็นเอแยกจากกันไม่ได้ ทำให้เซลล์แบ่งตัวไม่ได้และตายไปในที่สุด จัดเป็นกลุ่มที่เฉพาะกับ cell cycle (cell cycle phase-specific chemotherapy) 

     2. Antimetabolites ยาในกลุ่มนี้มีสูตรโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับสารที่ใช้ในการแบ่งเซลล์ ทำให้อาจถูกนำไปใช้ในการสร้างดีเอ็นเอ หรืออาร์เอ็นเอ หรืออาจยับยั้งเอนไชม์ที่ใช้การสร้างดีเอ็นเอระหว่างขบวนการแบ่งเซลล์ จัดเป็นกลุ่มที่เฉพาะต่อ cell cycle (cell cycle phase-specific chemotherapy) 

     3. Vinca Alkaloids ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์จับกับ tubulin ยับยั้งการสร้าง microtubule และ spindle fibres ของเซลล์ที่จำเป็นต่อการแบ่งแยกสายโครโมโซมในระยะการแบ่งโครโมโซม (metaphase) ในวัฏจักรของเซลล์ จัดเป็น cell cycle phase-specific chemotherapy 

     4. Antibiotics ยากลุ่มนี้ได้มาจากเชื้อรามีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งได้ อาจแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ anthracyclines และ non-anthracyclines จัดเป็น cell cycle phase-nonspecific chemotherapy มีกลไกการออกฤทธิ์หลายวิธีดังนี้ 
        4.1 Interchelation จับกับดีเอ็นเอ หรืออาร์เอ็นเอและยับยั้งการสร้าง 
        4.2 Membrane binding เพิ่มการซึมซาบ (Pemeability) ของผนังเซลล์ต่ออนูมูลต่างๆ 
        4.3 Free radical formation สร้างอนูมูลอิสระจับทำลายดีเอ็นเอ และยับยั้งการแบ่งเซลล์ 
        4.4 Metal ion chelation จับกับอณูโลหะเกิดเป็นสารทำลายเซลล์มะเร็ง 
        4.5 Alkylation จับและยับยั้งการเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอ 

     5. Miscellaneous มียาเคมีบำบัดหลายชนิดที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มดังกล่าวข้างต้น ได้แก่ 
        5.1 Taxanes ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง spindle fibers ที่ใช้ในการแยกสาย DNA ได้แก่ pclitaxel และ docetaxel จัดเป็น cell cycle phase-specific chemotherapy 
        5.2 NON-classical alkylating agents ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์คล้าย Alkylation agent จับและยับยั้งการสร้างดีเอ็นเอทั้งในสายเดียวกัน (intrastrand cross-link) และคนละสายของดีเอ็นเอ (interstrand cross-link) ได้แก่ ยา cisplatin ยา carboplatin และยา eloxatin จัดเป็น cell cycle phase nonspecific chemotherapy 
        5.3 Anthracenediones มีสูตรโครงสร้างคล้ายยาในกลุ่ม anthracycline ออกฤทธิ์จับกับดีเอ็นเอ (DNA intercalation) แต่เกิดอนุมูลน้อยกว่าทำให้มีพิษต่อหัวใจน้อยกว่ายาในกลุ่ม anthracyclines ได้แก่ยา mitozantrone จับเป็น cell cycle phase-nonspecific chemotherapy 
        5.4 Epipodophyllotoxins ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยา Etoposide สังเคราะห์จากสารต้นแบบ คือ podophyllotoxin ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ topoisomerase II ที่ทำหน้าที่ในการตัดแยกดีเอ็นเอสายคู่ในระหว่างการแบ่งเซลล์จัดเป็น cell cycle phase-specific chemotherapy 
        5.5 Topoisomease I Inhibitor กลุ่มนี้ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ topoisomerse I ซึ่งทำหน้าที่ตัดและแยกดีเอ็นเอสายเดี่ยวในระหว่างการแบ่งเซลล์ ได้แก่ ยา irinotecan และยา topotecan จัดเป็น cell cycle phase-specific chemotherapy 
        5.6 Hydroxyurea เป็นยาเคมีบำบัดที่มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ urea ออฤทธิ์ยับยั้งเอ็นไซม์ nucleotide reductase และยับยั้งการสร้างดีเอ็นเอ จัดเป็น cell cycle phase-specific chemotherapy


การให้ยาเคมีบำบัด (Adiministration of Chemotherapy)


เคมีบำบัดมีวิธีการให้ได้หลายวิธีดังต่อไปนี้


1. Neoadjuvant Chemotherapy
เป็นการให้เคมีบำบัดเป็นอันดับแรกในการรักษาโรคมะเร็งก่อนการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ในผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นเฉพาะที่ 
2. Induction Chemotherapy เป็นการให้เคมีบำบัดเป็นอันดับแรกก่อนการรักษาด้วยวิธีอื่น ในผู้ป่วยมะเร็งในระยะที่เป็นมาก (advanced disease) มักใช้ในการรักษามะเร็งของเม็ดเลือดขาว 
3. Adjuvant chemotherapy เป็นการให้เคมีบำบัดภายหลังการรักษาด้วยวิธีการรักษาเฉพาะที่แล้ว เช่น การผ่าตัด หรือรังสีรักษา 
4. Palliative Chemotherapy เป็นการให้เคมีบำบัดเพื่อทุเลาอาการในผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นมากและรักษาไม่ขาดหาย 
5. Concomittent Chemoradiation เป็นการให้เคมีบำบัดร่วมกับรังสีรักษา 
6. Locoregional Chemotherapy เป็นการให้เคมีบำบัดเฉพาะที่ไปยังส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่เป็นมะเร็ง 
7. Salvage Chemotherapy เป็นการให้เคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคกลับเป็นซ้ำ หรือรักษาไม่ได้ผลด้วยยาชนิดอื่น โดยให้ยาในขนาดที่มากพอและมีจุดประสงค์ที่จะให้ผู้ป่วยหายจากโรคนั้นๆ


     Immunotheapy
 การรักษามะเร็งด้วยยาเคมีบำบัดยังมีข้อจำกัดหลายประการ มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งของผิวหนังชนิด malignant melanoma มะเร็งของไต หรือมะเร็งของตับ ตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดน้อยมาก จึงได้มีความพยายามที่จะใช้วิธีการรักษาวิธีอื่นนอกเหนือจากการใช้เคมีบำบัด วิธีหนึ่งที่ได้มีการนำมาใช้รักษา คือ immunotherapy หรืออีกชื่อหนึ่งที่มีการพูดถึงเสมอ คือ biologic therapy หมายถึง การรักษามะเร็งโดยทำให้เกิดการทำลายเซลล์มะเร็ง ด้วยการกระตุ้นให้เกิดกลไกทางอิมมูนของร่างกาย เพื่อต่อต้านโรคมะเร็ง หรือใช้สารธรรมชาติที่ผลิตจากเซลล์ที่มีฤทธิ์ดังกล่าว (biological response modifies) จะเห็นได้ว่าการรักษาด้วยวิธีนี้ แตกต่างจากการรักษาด้วยการผ่าตัด รังสีรักษา หรือเคมีบำบัด เพราะจะไม่ออกฤทธิ์ทำลายเนื้องอกโดยตรง แต่จะกระตุ้นระบบอิมมูนตามธรรมชาติของผู้ป่วยเพื่อต่อต้านโรคที่เป็น 


     ความเข้าใจถึงระบบอินมูนต่อโรคมะเร็ง และความก้าวหน้าทางพันธุวิศวกรรมศาสตร์ (genetic engineering) ทำให้สามารถคิดค้นวิธีการรักษาที่มีผลผ่านระบบอิมมูนของร่างกายเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง และสามารถผลิตโมเลกุลต่างๆ ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้ที่เรียกว่า cytokines ซึ่งก็คือฮอร์โมนที่ผลิตจากเซลล์ของระบบอิมมูน และทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบอิมมูนของร่างกาย จะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิมมูนกับโรคมะเร็งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนของเซลล์อิมมูน (cellar immunologic elements) และสารที่หลั่งมาจากอิมมูนเซลล์ (cytokines) 


     มีการสังเคราะห์ cytokines โดยอาศัยเทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมศาสตร์ นำยีนของ cytokines ชนิดต่างๆ มาสอดใส่เข้าไปใน plasmid ของ E Coli DNA ของ yeasts หรือ mammalian cells เพื่อสร้างโปรตีนของ cytokines เหล่านี้ แล้วแยกให้บริสุทธิ์เพื่อนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง cytokines ที่มีการนำมาใช้ทางคลินิกเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ได้แก่ 
1. Interferon Alpha สร้างจาก leucocytes Beta สร้างจาก fibroblasts Gamma สร้างจาก lymphocytes 
2. Tumor necrosis factors 
3. Inteleukins โดยเฉพาะ interleukin 2


     นอกจากนี้ยังมียาใหม่ในกลุ่มยาชีวบำบัดออกฤทธิ์ตามเป้าหมายของการเกิดโรคมะเร็ง (targeted therapy) หลายชนิด ได้แก่ ยา trastuzumab (Herceptin) ซึ่งเป็น recombinant chimeric monoclonal antibody ต่อยีนมะเร็ง Her-2 ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านมระยะแพร่กระจายที่ตรวจพบยีนมะเร็ง Her-2 เพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ, ยา Rituximab (Mabtera) เป็น monoclonal antibody ใช้รักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Non-Hodgkin’s lymphoma), ยา Sunitinib(Suten) รักษาโรคมะเร็งไต, ยา Erlotinib (Tarceva) รักษาโรคมะเร็งปอด และยา Sorafenib (Nexavar) ใช้รักษาโรคมะเร็งตับและมะเร็งไต เป็นต้น


การวัดผลตอบสนองต่อการรักษา


     ในการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีต่างๆ ควรมีการวัดการตอบสนองของการรักษาเป็นระยะๆ เพื่อที่ว่า หากการรักษาไม่ได้ผล ก็สามารถเปลี่ยนเป็นวิธีอื่นที่ได้ผลตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบหรือเป็นมากขึ้น หรือแพร่กระจายออกไป ในกรณีที่โรคเดิมยังเป็นเฉพาะที่อยู่ 

     การวัดผลตอบสนองต่อการรักษา สามารถทำได้ทั้งการซักประวัติ ซักถามอาการต่างๆ ของผู้ป่วย ที่เรียกว่า subjective response หรือแพทย์เป็นผู้ตรวจอาการแสดงต่างๆ การตรวจร่างกายวัดขนาดของรอยโรคที่เป็นการตรวจด้วยวิธีการทางรังสีวิทยา (X-Ray, ultrasonography, computerized tomography, magnetic resonance imaging, radionuclide imaging) การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจหาระดับของ Tumor markers เป็นต้น เรียกว่า objective response การตรวจวัดคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย (quality of life) การตรวจระยะเวลาที่โรคกลับเป็นซ้ำหลังการรักษาครั้งแรก (disease free survival) และการตรวจติดตามถึงอัตราและระยะเวลารอดชีวิตของผู้ป่วย (survival rate and time) สำหรับคำนิยามที่ใช้ทาง oncology ที่เป็นมาตรฐานสากลโดยองค์การอนามัยโลกในการวัดการตอบสนองของผู้ป่วยมะเร็งต่อการรักษามีดังต่อไปนี้ 


• Cure หมายถึงผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็ง และมีชีวิตอยู่ได้เท่ากับคนปกติ โดยโรคมะเร็งไม่เป็นซ้ำ 
• Actuarial Survival เปรียบเทียบการที่ผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง 
• Observed Survival Rate ร้อยละของผู้ป่วยที่มีชีวิตอยู่ในระยะเวลาที่บ่งชี้หลังจากการวินิจฉัย 
• Relative Survival Rate แก้ไข survival rate โดยเปรียบเทียบกับ normal mortality expectation ในกลุ่มควบคุม 
• Adjusted Survival Rate แก้ไขอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็ง survival rate สำหรับการตายจากสาเหตุอื่นๆ ผู้ป่วยบางรายไม่พบว่ามีมะเร็งแล้วในขณะที่ถึงแก่กรรม 
• Median Survival ระยะเวลาที่มีชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งลำดับตรงกลางของกลุ่มที่ศึกษา ส่วนค่า mean survival rates ไม่มีความหมายชัดเจน เนื่องจากการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งมีความแปรผันแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายปี 
• Complete response (CR) การหายไปของเนื้องอกอยากสิ้นเชิง เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน 
• Partial Remission (PR) ขนาดเนื้องอก (วัดจากเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 ด้าน ตั้งฉากกัน) ลดลง 50% หลังจากรักษา และคงอยู่ขนาดนั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ไม่พบเนื้องอกใหม่เกิดขึ้น และไม่มีส่วนเนื้องอกที่โตขึ้น 
• Minimal Remission (MR) เหมือน partial response แต่ขนาดลดลงไม่ถึง 50% 
• Progressive Disease (PD) ขนาดของเนื้องอกเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% หรือมีรอยโรคใหม่เกิดขึ้น 
• Stable Disease ขนาดก้อนเนื้องอกไม่เข้ากับเกณฑ์สำหรับ CR, PR, MR, หรือ progressive disease



* ขอข้อมูลการรักษาและการดูแลผู้ป่วยมะเร็งโดยละเอียด ฟรี! 
   คลิกที่นี่ หรือ
โทร.02-264-2217-9



เข้าชม : 15538
 
 
 
 
มะเร็งในเด็ก
มะเร็งไม่ได้เกิดกับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่มะเร็งสามารถเกิดขึ้นกับเด็กๆได้เหมือนกัน จึงควรใส่ใจดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยเด็ก
มะเร็งไม่สิ้นหวัง วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม 2557
รักษามะเร็งด้วยการแพทย์แผนตะวันตกรักษาตรงโรคเห็นผลเร็วแต่มีผลข้างเคียง แพทย์แผนจีนเห็นผลช้าแต่ทำให้การรักษาราบรื่น
มะเร็งระบบทางเดินอาหาร รู้ทัน รู้เร็ว รักษาได้
หลอดอาหาร กระเพาะ ตับ ลำไส้ ส่วนใหญ่เกิดมะเร็งจากพฤติกรรมประจำวัน หากรู้ทันก็สู้ได้
หนทางชนะมะเร็ง
การรักษาแผนปัจจุบันคู่ยาจีน ช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดจากมะเร็งได้
รู้ไว้ใช่ว่า... สมุนไพรกับการรักษามะเร็ง
ผู้ป่วยมะเร็งผูกพันกับสมุนไพรมาช้านาน อาจใช้ช่วยขจัดอาการข้างเคียงหรือเป็นเครื่องดื่ม
ไขความลับพิชิตมะเร็งด้วยยาจีน
มะเร็งยังมีทางออกที่ไม่สิ้นหวัง ให้ยาจีนช่วยคุณ
ชนะมะเร็งได้ มิใช่อยู่ที่ก้อน
การรักษามะเร็งไม่ได้อยู่ที่เนื้อร้ายเพียงอย่างเดียว
ยาจีนกับผลการทดลองในผู้ป่วยมะเร็ง
ครั้งแรกของยาจีนที่นำมาทดลองในมนุษย์เป็นผลสำเร็จ
เจาะลึก... การรักษามะเร็ง
การดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งให้ได้ผลสูงสุด จำเป็นต้องผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกัน
หลักรักษามะเร็ง 8 ประการของแพทย์จีน
แพทย์จีนจะเน้นรักษาแบบทั่วร่างกาย โดยพิจารณาที่ร่างกายคนไข้ก่อน แล้วหาทุกวิธีทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างปกติ
ยับยั้งมะเร็งต้องทำลายเซลล์ต้นกำเนิด
ผู้ป่วยรักษามะเร็งอย่างหนัก แต่ทำไมมะเร็งยังเกิดซ้ำหรือกระจายอีก นั่นเพราะเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง
เสริมภูมิคุ้มกัน วิธีพื้นฐานในการป้องกันโรคมะเร็ง
การต้านความชราและป้องกันโรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แค่เรารู้จักเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงและเพียงพอ
เราฝากชีวิตไว้กับยาฆ่ามะเร็งได้หรือไม่
ด้วยประสิทธิภาพที่คาดการณ์แน่นอนไม่ได้ และผลข้างเีคียงที่รุนแรง หรือว่ายาฆ่ามะเร็งไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ยาจีนยับยั้งก่อนเซลล์เปลี่ยนเป็นมะเร็ง
ยีน p53 ซึ่งเป็นยีนยับยั้งมะเร็งของสิ่งมีชีวิต ยาจีนมีบทบาทต้านการเปลี่ยนแปลงอย่างเฉียบพลันของ ยีน p53 ได้เป็นอย่างดี จึงช่วยต้านมะเร็ง
หลักการรักษามะเร็งแบบบูรณาการของแพทย์แผนจีน
แพทย์แผนปัจจุบันรักษามะเร็งเน้นที่ โรค แต่แพทย์จีนเน้นที่ ผู้ป่วย ดังนั้นหากใช้ 2 วิธีนี้บูรณาการกันย่อมทำให้การรักษาได้ผลดีและเร็วขึ้น
 
 
   
 


Copyright @ 2010
FEIDA CO., LTD. All rights reserved.213/5 Asoke Tower., 6 Flr.,Sukhumvit 21 Rd.,North Klongtoey.,Wattana., Bangkok 10110
E-mail: info@feidathai.com
 Checkmail

มะเร็ง ยาน้ำเทียนเซียน สมุนไพรจีน ยาจีน โรคมะเร็ง    สถิติเว็บไซต์   * เว็บไซต์นี้แสดงผลได้ดีกับ Internet Explorer *