มะเร็งมาชีวิตเปลี่ยน

view: 780



 มะเร็งมาชีวิตเปลี่ยน

 
 
โดย อริสรา  กาญจนสมวงศ์
 
     สำหรับดิฉันและพี่สาวแล้ว การเดินทางเข้าออกโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าทุก ๆ สัปดาห์ถือเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะชั้น 7 แผนกศัลยกรรมทั่วไป ในวันนั้นดิฉันกับพี่สาวนั่งรอพยาบาลเรียกชื่อเพื่อรอตรวจเป็นปกติเหมือนเช่นเคย แต่เหมือนมีอะไรมาดลใจให้ดิฉันต้องก้าวเท้าเดินไปหยุดอยู่ที่บอร์ดของชมรมฟื้นฟูสุขภาพผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ดิฉันเห็นข้อความเชิญชวนผู้ป่วยมะเร็งและครอบครัวร่วมส่งเรียงความเกี่ยวกับมะเร็งเมื่อต้องประสบกับโรคนี้ ดิฉันจึงรีบหยิบโทรศัพท์ถ่ายข้อความดังกล่าวไว้ พร้อมกับคิดในใจว่าดิฉันจะต้องเขียนเรียงความนี้ส่งให้ได้อย่างแน่นอน ดิฉันจะบอกเล่าเรื่องราวผ่านประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของดิฉันด้วยโรคนี้ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่เป็นอยู่ในขณะนี้
 
     ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว เมื่อบิดาดิฉันเข้ารับการผ่าตัดก้อนเนื้อที่บวมแดงตรงกราม โดยคุณหมอได้นำชิ้นเนื้อส่วนนั้นไปตรวจเพิ่มอย่างละเอียด แต่สิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะเกิดกับครอบครัวเรามันก็เกิดขึ้นจนได้ ผลการตรวจในครั้งนั้นทำให้ครอบครัวดิฉันได้ทราบว่าท่านเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว เหมือนใครเอาอะไรมาทุบที่ศีรษะ มึนงงไปหมดตั้งตัวแทบไม่ทัน คุณหมออธิบายถึงวิธีการรักษาและแนะนำให้พวกพี่น้องไปปรึกษากัน เพราะสิ่งที่คุณหมอพูดให้ฟังมันหดหู่มากถึงมากที่สุด คุณหมอบอกกับพวกเราว่าบิดาของดิฉันจะอยู่ได้ไม่นานนะ ขอให้ลูก ๆ ทำใจ อย่างมากก็ไม่เกินเดือน การที่บิดาของดิฉันต้องมาเป็นโรคร้ายนี้ด้วยวัย 80 ปี พวกเราเข้าใจดีว่าคงต้องรอปาฏิหาริย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น พวกเราทำได้อย่างดีที่สุดในเวลานั้น คือ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เข้มแข็ง และพร้อมที่จะดูแลบิดาของเราให้ดีที่สุดกับเวลาที่เหลืออยู่ พวกเราไม่ได้บอกท่านว่าท่านเป็นอะไร ท่านก็ไม่เคยถาม ยังชอบอยู่โรงพยาบาลเพราะมีคนคอยเอาใจ มีลูกหลานมาเยี่ยมเป็นกำลังใจให้ทุกวัน ชอบคนคุยด้วย ยิ้ม หัวเราะ ดูไม่เหมือนคนเจ็บป่วยเลย ทั้ง ๆ ที่มีสายระโยงระยางทั้งตัว ไม่งอแง อดทน และเข้มแข็งมาก ๆ ยังแอบคิดว่าหากเราเป็นเหมือนท่าน จะมีกำลังใจและอดทนได้เทียบเท่ากับท่านหรือเปล่า พวกเราพี่น้องบอกกันว่าหากท่านจะต้องจากเราไปจริง ๆ ไม่ว่าวันไหนเวลาไหน พวกเราจะไม่รู้สึกเสียใจ และแล้ววันนั้นก็มาถึง วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม 2554 บิดาของดิฉันก็จากไปอย่างสงบ ไม่มีอาการทุรนทุรายใด ๆ เหมือนคนนอนหลับ ดวงตาปิดสนิท ไร้ซึ่งความกังวล ดิฉันว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของครอบครัวดิฉันแล้ว ถึงแม้เวลาที่ได้อยู่กับท่านมันจะน้อยเหลือเกิน
 
     หลังจากบิดาเสียไป ดิฉันลาออกจากงานเพื่อมาดูแลมารดาและพี่น้องที่ยังไม่ได้แต่งงาน การได้มีเวลาดูแลมารดาและครอบครัวอันเป็นที่รักได้มากขึ้นนั้นชีวิตทุกวันมีแต่ความสุข แต่แล้วเหมือนพระเจ้าเล่นตลก ท่านคงต้องการทดสอบอะไรบางอย่างกับครอบครัวของดิฉันหรือเปล่า เมื่อสิ่งที่ท่านส่งมานั้นมันทำให้ดิฉันและครอบครัวต้องย้อนกลับไปสู่เหตุการณ์เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2559 เมื่อดิฉันและครอบครัวได้ทราบผลการตรวจของพี่สาวว่าเขาเป็นมะเร็งเต้านม
 
     จากอาการป่วยของพี่สาวที่มีอาการจุดเสียดแน่นที่หน้าอก หายใจไม่คล่องนั่นเอง ทำให้พี่สาวดิฉันถูกส่งไปเอ็กซเรย์ปอดในทันที จึงได้ทราบว่าพี่สาวดิฉันมีฝ้าที่ปอดทั้งสองข้าง เพื่อความแน่ใจคุณหมอจึงให้เข้ามาทำอัลตราซาวน์และแมมโมแกรมในวันรุ่งขึ้น และรอฟังผลในตอนเย็นของวันนั้นเลย สิ่งที่คุณหมอบอก คือ พี่สาวดิฉันเป็นมะเร็งเต้านม ดิฉันเหมือนคนหูอื้อฟังไม่ถนัดจับใจความไม่ได้ ย้อนถามคุณหมออีกครั้ง แต่เสียงที่ตอบกลับมามัน คือ เสียงพี่สาวของดิฉันที่เปล่งออกมาว่า เป็นมะเร็งเต้านม เฮ้ย! นางแน่มากไม่มีอาการตกใจเลยอ่ะ บอกแต่เพียงว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พระเจ้าคงส่งสิ่งนี้มาเพื่อทดสอบความอดทนของเขา มันก็จริงนะก็เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างในชีวิตเปลี่ยนแปลงไป และในครั้งนี้ก็เช่นกัน ดิฉันและครอบครัวเข้าใจดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันจะต้องก้าวผ่านไปได้ด้วยดี ทุกอย่างอยู่ที่กำลังใจ
 
     ก่อนเข้ารับการรักษาดิฉันและพี่สาวได้มีโอกาสเจอกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่โรงพยาบาล ด้วยวัยเพียง 8 ปี ป่วยด้วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร เข้ารับการรักษามาแล้วครั้งหนึ่ง แต่มันก็กลับมาอีก ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เข้ารับการรักษาอีกครั้ง ดิฉันและพี่สาวได้คุยกับคุณแม่ของเด็กชายคนนั้น และรับรู้ได้ทันทีว่าทั้งแม่และลูกมีกำลังใจที่ดีมาก ส่วนน้องเขาก็มีความอดทนสูง เขายังเด็กนัก เวลานี้คือเวลาที่เขาควรจะไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ของเขาตามประสาที่เด็กปกติเขาทำกัน แต่เขาต้องเอาเวลาในช่วงนั้นมาโรงพยาบาลเพื่อรับยาเคมีบำบัด บอกได้คำเดียวว่าสุดยอดจริงๆ แถมยังบอกให้ดิฉันและพี่สาวฟังว่าเป็นโรคนี้แล้วควรทานอาหาร และปฏิบัติตัวอย่างไร วันนั้นดิฉันและพี่สาวกลับบ้านด้วยเสียงหัวเราะ คุยกันอย่างสนุก ไม่มีความกังวลใด ๆ เพราะมันก็แค่โรค ๆ หนึ่งเท่านั้นเอง
 
     ดิฉันและครอบครัวตัดสินใจส่งพี่สาวเข้ารับการตรวจรักษาในทันทีกับคุณหมอสุรพงษ์  สุภาภรณ์ ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ตามคำแนะนำของเพื่อนน้องสาว และเข้ารับการผ่าตัดในวันที่ 19 มกราคม 2559 การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ในความโชคร้ายอย่างน้อยก็มีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะความเจ็บป่วยของพี่สาวดิฉันในครั้งนี้ ทำให้ดิฉันและพี่สาวได้เจอกัลยาณมิตรที่ดีอย่างที่ไม่เคยคาดคิด เราได้รับมิตรภาพที่ดีจากบุคคลที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทั้งจากทีมแพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย พี่สาวดิฉันต้องให้ยาเคมีบำบัดเป็นจำนวนทั้งสิ้น 16 ครั้ง (ภาษาแพทย์จะใช้ว่า 4+12) การมารับยาเคมีบำบัดทุกครั้งดิฉันและพี่สาวก็จะได้พบเจอผู้ป่วยโรคนี้ไม่ซ้ำกัน มีผู้ป่วยเก่าบ้างใหม่บ้าง สลับสับเปลี่ยนกันไป ทุกคนเริ่มสนิทและพูดคุยกันมากขึ้น มองดูเหมือนคนปกติไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเจ็บป่วยเลยสักนิด มองเผิน ๆ เหมือนมาปาร์ตี้กัน คุย หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ต่างบอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้กับผู้ป่วยด้วยกันฟัง มีข้อมูลก็จะนำมาถ่ายทอดบอกต่อให้ได้รู้ ช่างเป็นสถานที่รับยาที่มีกำลังใจให้กันและกันอย่างล้นเหลือ ดิฉันไม่ทราบว่าโรงพยาบาลอื่นจะเป็นเช่นนี้หรือไม่ ถือว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยากมากในโลกปัจจุบัน ณ เวลานี้พี่สาวของดิฉันก็ยังคงรับยาเคมีบำบัดอยู่ เหลืออีก 2 ครั้งก็จะจบการรับยาเคมีบำบัดแล้ว และยังคงต้องรอการฉายแสงอีกประมาณ 30 ครั้ง
 
     มาถึงวันนี้ครอบครัวดิฉันตระหนักได้ว่า ไม่มียาตัวไหนที่จะรักษาทุกโรคได้ดี นอกจากยาที่ชื่อว่า กำลังใจ ต้องขอขอบคุณที่พยายามแทรกตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มาเพื่อให้เราได้รู้ว่าแท้จริงแล้วมะเร็งเป็นโรคของจิตใจ ร่างกาย และความคิดในเชิงบวก ที่ทำให้ชีวิตของพี่สาวดิฉันเข้มแข็งขึ้น และเป็นแรงผลักดันให้เขาพร้อมที่จะรับมือต่อสู้กับมะเร็งร้ายได้เป็นอย่างดี ดิฉันและครอบครัวขอเป็นกำลังใจผ่านเรียงความนี้สู่ผู้ป่วยทุกท่าน ขอให้ทุกท่านผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปได้ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็งเฉกเช่นเดียวกับพี่สาวดิฉัน ขอให้คุณพระคุ้มครองและขอให้ทุกท่านโชคดีกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน





ขอบคุณเรื่องราวดีๆจากคุณ
อริสรา  กาญจนสมวงศ์ ในกิจกรรมเปลี่ยนเพื่อก้าวต่อ 17 กันยายน 2560