มะเร็งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป




                  มะเร็งผ่านมาแล้วก็ผ่านไป   
                   ( มะเร็งลำไส้ใหญ่ )

                                                   
                 โดย  กาญจนา  จันทรังสี
     
              อากาศดี อารมณ์แจ่มใส
               มะเร็งผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป

 
        ขึ้นชื่อว่า “มะเร็ง” แม้ในแง่มุมหนึ่งคือโรคร้ายที่น่ากลัว หลายคนมองเป็นโรคที่รักษายาก ทำให้ชีวิตที่มีความสุขมาตลอดอาจยุติลงแค่นั้น แต่อีกนัยหนึ่งกลับทำให้หลายคนเข้มแข็งขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ และพร้อมฝ่าฟันต่อสู้กับโรคร้าย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไม่ท้อถอย

        ดิฉัน กาญจนา จันทรังษี อายุ 58 ปี เป็นหญิงแกร่งอีกคนที่พร้อมต่อสู้กับโรคร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต กับความพยายามที่จะเสริมสร้างร่างกายเพิ่มภูมิต้านทานขึ้นมา

        เรื่องราวแห่งมรสุมชีวิตเริ่มต้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ดิฉัน พบว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะ 2  ช่วงนั้นมีอาการถ่ายออกมามีเลือดปนกับอุจจาระ แต่ไม่มีอาการอย่างอื่น โชคดีที่เราสังเกตอุจจาระ หลังจากนั้นจึงไปพบแพทย์ เลยตรวจพบว่าเป็นก้อนมะเร็ง ขนาดยาว 4.5 เซนติเมตร ก็รีบผ่าตัดทันที โดยตรวจพบเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2551 และเข้าผ่าตัดเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ต่อจากนั้นก็รับประทานยาเคมีบำบัดครบชุดตามคำแนะนำของแพทย์

        ดิฉันถือว่าโชคดี เพราะแม้มีการตัดก้อนมะเร็งที่ปลายลำไส้ใหญ่ และจำเป็นต้องใส่ถุงขับถ่ายทางหน้าท้อง แต่ก็สามารถปิดแผลหน้าท้องและขับถ่ายตามปกติได้ ไม่เหมือนผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่บางคน ที่เป็นมะเร็งช่วงใกล้ทวารหนักจนต้องเปิดหน้าท้องเพื่อใส่ถุงขับถ่ายตลอดชีวิต


        หลังจากใช้เวลาฟื้นตัวราว 1 เดือน ดิฉันก็กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และระยะนั้นดิฉันได้รับประทานเอ็นไซม์จากต่างประเทศตามที่มีผู้แนะนำ แต่โชคชะตาก็ยังได้เล่นตลกกับดิฉันอีกครั้ง เพราะในเวลาต่อมา ในเดือนมิถุนายน 2552 เรียกได้ว่า ยังไม่ถึงปีหลังจากครบคอร์สทานยาเคมีบำบัด ก็พบว่ามะเร็งกลับมาเป็นซ้ำที่ลำไส้ใหญ่อีกครั้ง จึงต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกในเดือนนั้น และพบว่ามะเร็งได้ลุกลามสู่น้ำเหลืองด้วย กลายเป็นมะเร็งระยะ 3 ต้องรับเคมีบำบัดอีกครั้ง

        ขณะนี้ดิฉันอยู่ระหว่างการรับเคมีบำบัดทางเส้นเลือด ไม่ได้ใช้การรับประทานเหมือนเมื่อเป็นครั้งแรก โดยแพทย์วินิจฉัยว่าต้องรับเคมีบำบัดต่อเนื่อง 1 ปีหลังผ่าตัด หรือจำนวน 12 ครั้ง แล้วค่อยดูผลอีกครั้ง ขณะนี้ได้รับเคมีบำบัดไปแล้ว 8 ครั้ง มารอบนี้ดิฉันได้รู้จักยาน้ำเทียนเซียน ก็เลยเริ่มรับประทานเมื่อ 28 มิถุนายน 2552 พอทานแล้วก็รู้สึกดีขึ้นมาก ในการรับเคมีบำบัดก็มีผมร่วงเพียงเล็กน้อย และเพลียนิดหน่อย นอนพักแค่ 3 ชั่วโมงก็หาย ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนตัวเล็กและผอม หลายคนบอกไม่น่าจะทนกับยาเคมีบำบัดแรงๆ ไหว เพราะแม้แต่ผู้ชายตัวใหญ่ๆ บางคน ก็ทนยาไม่ไหวต้องนอนพักเป็นวันๆ หลังรับยา”

        ในด้านชีวิตประจำวัน ดิฉันจะระมัดระวังใส่ใจเรื่องอาหารมากว่า 20 ปีแล้ว ทั้งรับประทานข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ และปลา ด้วยการทำอาหารทานเอง ขณะที่หมูหรือไก่จะรับประทานน้อยมาก แต่นั่นก็ยังทำให้ต้องเผชิญกับโรคมะเร็ง จึงทำให้เราคิดว่าสาเหตุของโรคอาจไม่ได้เกี่ยวกับอาหารเท่าใดนัก แต่สิ่งสำคัญ คือ ด้วยภาระการเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัด ทำให้ดิฉันเครียดและเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป สร้างความเครียดโดยไม่รู้ตัว จนอาจเป็นสาเหตุที่มาของโรคร้าย เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดิฉันจึงขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออร์ลี่รีไทร์) เพื่อพักผ่อนอยู่กับบ้านและรักษาตัวอย่างจริงจัง

        ตอนนี้ดิฉันปรับวิถีชีวิตใหม่ด้วยการมองโลกในแง่ดี ไม่เครียด ทำจิตใจให้สบาย ออกกำลังกายตามความพอดีไม่มากเกินไป นอกจากนี้ยังทำบุญใส่บาตรทุกเช้า พร้อมกับการสวดมนต์ นั่งสมาธิ และฟังรายการธรรมะทางวิทยุ

        ประกอบกับการอยู่ในสภาพอากาศที่ดี เพราะปกติจะพักที่ปราจีนบุรี แต่มีบ้านอีกแห่งที่ปากช่อง ดิฉันจึงย้ายไปพักที่ปากช่องซึ่งมีอากาศดีตลอดปี สภาพอากาศเย็นและไม่ร้อน เหมาะกับการฟื้นฟูสุขภาพ “แม้จะเป็นมะเร็งระยะที่ 3 แต่ก็ไม่เคยท้อถอยที่จะต่อสู้ หมอเองก็บอกว่าเรารักษาได้ ดิฉันอยากให้กำลังใจกับทุกคนว่า มะเร็งจะแพ้เราถ้าเราทำจิตใจให้สบาย หมั่นรักษาตัว ทำอารมณ์ดีอยู่เสมอ”