เรียนรู้และยอมรับกับ “มะเร็ง”


 
 เรียนรู้และยอมรับกับ มะเร็ง



         

          กำลังใจคือสิ่งสำคัญ  อย่าสิ้นหวัง  และอย่าท้อแท้  ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ  เข้า-ออก

 

ประสบการณ์เอาชนะมะเร็งจาก คุณ เทอดศักดิ์ วาทิน


          คุณพ่อของผมเป็นข้าราชการ เป็นคนที่ทำงานหนัก ตอนที่ผมยังเด็ก ท่านมักจะมีอาการปวดท้อง จุกเสียดอยู่บ่อยๆ และท่านก็จะพกยาคลายกรดฟองฟู่ไว้เป็นเหมือนเพื่อนประจำกายเสมอ ด้วยความที่ทานปวดท้องอยู่บ่อยๆ แม่และพี่ๆ ก็มักจะเตือนให้ท่านไปหาหมอ แต่ท่านก็ปฏิเสธทุกครั้ง และพูดติดตลกไว้เสมอว่า เดี๋ยวเกษียณอายุแล้วค่อยไป แล้วมันก็สายไปจริงๆ พอปลดเกษียณหมอพบว่าพ่อเป็นมะเร็งหลังผ่าตัดไม่กี่เดือนท่านก็จากพวกเราไป ความชะล่าใจที่ว่าเดี๋ยวค่อยไป ทำให้ท่านจากพวกเราไปอย่างไม่มีวันกลับ

 



กรรมพันธุ์สู่การถ่ายทอด มะเร็ง

ครอบครัวผมมีพี่น้อง 4 คน ผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 2 คน ผมเป็นน้องชายสุดท้อง หลังจากที่คุณพ่อเสียได้ไม่นาน กรรมพันธุ์เจ้ามะเร็งก็ตามเหล่าพี่ๆผมมา เริ่มต้นด้วยพี่สาวคนที่สามต้องจากพวกเราไปจากโรคมะเร็งเมื่อปี พ.ศ.2547 ต่อมาก็พี่ชายคนโตเมื่อปี พ.ศ.2550

        ต่อมาไม่นานผมก็ต้องเสียพี่สาวไปอีกคน รายนี้เป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร และเมื่อไม่นานมานี้ พี่ชายคนรองก็ต้องเข้ารับการรักษาเพราะพบก้อนเนื้อขนาดใหญ่ ซึ่งยังไม่รู้ว่าเป็นก้อนเนื้อร้ายหรือไม่ ทุกคนค่อยๆจากผมไป ทีลีคนๆ จากโรคร้ายนี้  การจากไปของทุกคน มีผมคอยดูแลตั้งแต่ ตอนป่วย ตอนรักษา จนในที่สุดเสียชีวิตลง ผมได้เห็นความเจ็บปวดและความทนทุกข์ทรมานของพ่อ ของเหล่าพี่ๆ พวกเขาต้องทนทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ การได้เป็นผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งทำให้ผมเห็นและหันมาทำความเข้าใจกับเจ้ามะเร็งมากยิ่งขึ้น

 

เรียนรู้และเข้าใจผู้ป่วยมะเร็ง

จากการที่ผมได้เข้าไปดูแลบรรดาพี่ในขณะที่ต้องรักษาตัว ผมได้เห็นพฤติกรรมต่างๆของเหล่าคนไข้ ไม่ว่าจะเป็น อาการซูบผอม เบื่ออาหาร หมดกำลัง จนบางครั้งถึงกับเกิดความคิดอยากฆ่าตัวตาย ผู้ป่วยอารมณ์จะแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา  บางขณะผู้ป่วยควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้  จะแข็งขืนการรักษาจากหมอและพยาบาลบางครั้งกล่าวคำหยาบคายออกมาก็มี  

เมื่อผมต้องเรียนรู้ที่จะต้องอยู่กับผู้ป่วย ผมจึงหันมาศึกษาข้อมูล ปรึกษาหมออย่างจริงจัง สิ่งที่ผมได้นำมาปรับใช้กับพี่ๆของผมคือ การพูดคุยแต่เรื่องดีๆ ไม่รื้อฟื้นเรื่องอดีตที่เกี่ยวกับความเศร้า เพราะจะทำให้ผู้ป่วยวิตกกังวล และสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การสร้างกำลังใจ กำลังใจคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยมีจุดหมายในชีวิต นั้นเอง  อยากจะแนะนำผู้ป่วยทุกท่าน เราต้องตั้งใจให้มั่น  

ทำสมาธิให้ดี  ทำชีวิตให้แจ่มใสพยายามขับสารพิษ  ของเสียออกจากร่างกายไปเอาของดีๆ เข้ามาแทนเพื่อสู้กับโรคภัยอย่างมีสมาธิอย่าง  “มรณะสติ” และสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยหายได้ นอกจากการปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่งแล้ว คือ อย่าสิ้นหวัง  และอย่าท้อแท้  ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ  เข้า-ออกนะครับ