รู้จักมะเร็งเต้านม


มะเร็งเต้านม 

       

มะเร็งเต้านม


มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อย
เป็นอันดับ 2 ในหญิงไทย รองจากมะเร็งปากมดลูก และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่สำคัญ อัตราการเป็นมะเร็งเต้านม พบมากขึ้นเรื่อยๆ ประมาณว่า 1 ใน 10 ของผู้หญิงมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเต้านมในช่วงหนึ่งของชีวิต


ปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม : 


        สาเหตุของมะเร็งเต้านมที่แท้จริงยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดเจน แต่มีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมากขึ้นในผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น พบได้น้อยในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 35 ปี และเกิดขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ยิ่งมีอายุมากขึ้นจะมีความเสี่ยงมากขึ้น นอกจากนี้มะเร็งเต้านมมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยกว่าในผู้หญิงผิวขาวมากกว่าผิวดำ หรือผู้หญิงชาวเอเชีย ผู้ชายพบได้น้อยกว่าผู้หญิงมาก ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม เช่น

     • พันธุกรรม ผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อแม่ พี่น้อง เป็นมะเร็ง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมากกว่าผู้ที่ไม่มีพันธุกรรมของโรคนี้เพิ่มขึ้น
     • เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุน้อย(อายุก่อน 12 ปี), หมดประจำเดือนเมื่ออายุมาก (หลังอายุ 55 ปี)
     • ไม่มีบุตร หรือมีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี
     • การใช้ยาคุมกำเนิดตั้งแต่อายุน้อยและใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
     • การรักษาด้วยฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดประจำเดือน จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าคนปกติเล็กน้อย
     • การรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก มีผลงานวิจัยพบว่า ชาวอเมริกาที่บริโภคไขมันมาก และอ้วนมากเป็นมะเร็งเต้านมกันมาก รวดเร็ว ต่อมาอาจคลำพบก้อน เริ่มด้วยการมีก้อนเล็ก ๆที่เต้านม มักไม่มีอาการเจ็บปวด บวม หรืออักเสบ ก้อนจะโตขึ้นอย่าง

อาการและอาการแสดง :

     • มะเร็งเต้านมในระยะแรกส่วนใหญ่แล้วไม่ปรากฏอาการเจ็บปวด อาการอาจเริ่มด้วยการมีก้อนเล็ก ๆที่เต้านม โดยไม่มีอาการเจ็บปวด( พบเพียง 15% ที่มีอาการเจ็บ) บวม หรืออักเสบ
     • ก้อนจะโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อมาอาจคลำพบก้อน เต้านมมีรูปร่างผิดปกติ มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังบริเวณเต้านม หรือหัวนม เช่น บวมแดง ร้อน หรือเป็นสะเก็ด ผิวหนังบริเวณเต้านมมีลักษณะหยาบและขรุขระเหมือนผิวส้ม ขนาดของก้อนโตขึ้นและแตกออกเป็นแผล
     • มีการดึงรั้งของหัวนม หัวนมมีการยุบหรือบุ๋ม ในบางรายมีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลซึมออกจากหัวนม
     • มีต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โต


การวินิจฉัยโรค :


     1. การซักประวัติ ประวัติของการตรวจพบก้อนที่เต้านม อาการที่เกิดร่วมเช่น มีเลือดหรือสารน้ำหลั่ง(abnormal discharge) ออกทางหัวนมหรือไม่ การถามถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

     2. การตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะคลำดูขนาด (size) รูปร่าง (contour) ลักษณะของก้อน (texture) การกดเจ็บ (tenderness) และตำแหน่ง (position) ของก้อนนั้นๆจะช่วยในการบันทึกข้อมูลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อตรวจติดตามในระยะต่อมา ก้อนที่คลำพบ หากมีลักษณะผิวขรุขระไม่เรียบ แข็ง ยึดติดกับผิวหนังด้านบนจนเห็นเป็นรอยบุ๋ม (skin dimpling) หรือผิวหนังของเต้านมเหนือก้อนมีลักษณะเหมือนเปลือกส้ม (pour orange)

     3. การตรวจพิเศษ การตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) ร่วมกับการตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านม สามารถนำมาใช้ เพื่อการวินิจฉัยโรค กรณีที่ตรวจพบก้อนที่เต้านม หรือเพื่อการตรวจคัดกรอง (screening) เพื่อให้สามารถพบก้อนที่เต้านมหรือโรคมะเร็งเต้านม ในระยะเริ่มต้น การเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา(Biopsy) อาจทำได้โดยวิธีเจาะดูดของเหลวจากถุงน้ำ หรือก้อนที่สงสัยด้วยเข็มขนาดเล็ก (Fine – needle aspiration-FNA) การตัดชิ้นเนื้อด้วยเข็มขนาดโต ( Core needle biopsy) หรือการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจด้วยการผ่าตัด(Surgical biopsy) ตัวอย่างเนื้อเยื่อจะยืนยันการวินิจฉัยขั้นสุดท้ายก่อนวางแผนการรักษา


การรักษา :


        แผนการรักษามักขึ้นอยู่กับระยะของโรค ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด รังสีรักษา เคมีบำบัด ฮอร์โมนบำบัดและสารประกอบชีวภาพ (Biological therapy) แพทย์ผู้ให้การดูแลจะแนะนำให้ใช้การรักษาแบบผสมผสาน เพื่อผลการรักษาและการพยากรณ์โรคที่ดีที่สุดโดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นสำคัญ หลักของการรักษามะเร็งเต้านมแบ่งเป็น

     1. การรักษาเฉพาะที่ (Local therapy) โดยการผ่าตัดและการฉายรังสีรักษา ซึ่งจะตัดเอาก้อนเนื้อร้ายในตำแหน่งเฉพาะที่หรือรอยโรคที่ตรวจพบ แต่ถ้ามะเร็งเต้านมมีการกระจายไปยังส่วนอื่นๆของร่างกาย การรักษาเฉพาะที่อาจช่วยควบคุมอาการได้ในขอบเขตบริเวณที่จำกัด

     2. การรักษาแบบทั้งร่างกาย (Systemic therapy) จะใช้การกำจัดหรือควบคุมมะเร็งทั่วทั้งร่างกาย ด้วยยาฉีดหรือยารับประทาน เช่น การให้ยาเคมีบำบัด การรักษาด้วยฮอร์โมนและสารประกอบชีวภาพ ผู้ป่วยบางรายได้รับการรักษาทั้งระบบเพื่อทำให้ก้อนเนื้องอกเล็กลงก่อนที่จะให้การรักษาเฉพาะที่ และบางรายจะได้รับการรักษาทั้งระบบเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของมะเร็ง รวมทั้งเป็นการรักษาในกรณีที่มีการกระจายของโรคออกจากบริเวณเต้านมไปแล้ว


การตรวจคัดกรอง :


        การตรวจคัดกรองเป็นการช่วยค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาโรคให้หายขาด การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ได้แก่

     1. การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง (Breast self-examination) เมื่อเริ่มอายุ 20 ปีขึ้นไป ควรทำการตรวจ เต้านมด้วยตนเองทุกเดือนอย่างถูกวิธี ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการตรวจคือ 5 ถึง 7 วัน นับจากประจำเดือนหมด ส่วนสตรีที่หมดประจำเดือนให้กำหนดวันที่จดจำง่ายและตรวจในวันเดียวกันของทุกเดือน การตรวจเต้านมด้วยตนเองต้องตรวจตามวิธีที่ถูกต้องและสม่ำเสมอจะสามารถตรวจพบก้อนได้ตั้งแต่ยังมีขนาดไม่โตมากนักซึ่งการรักษาจะได้ผลดี วิธีการตรวจเต้านมด้วยตนเอง

     2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ การตรวจเต้านมโดยแพทย์ผู้ชำนาญ เป็นขั้นตอนหนึ่งในการตรวจร่างกายประจำปีๆละครั้งตั้งแต่อายุ 40ปีขึ้นไป หรือเมื่อสงสัยก้อนที่เต้านม

     3. การตรวจ Mammogram การตรวจเอกซเรย์เต้านม หรือที่เรียกว่าแมมโมแกรม ร่วมกับการตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านม ช่วยในการตรวจค้นหาก้อนบริเวณเต้านมที่มีขนาดเล็กจนคลำไม่พบ


ข้อแนะนำการตรวจแมมโมแกรมในสตรีมีดังนี้


• อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจแมมโมแกรม ทุก1-2ปี
• กลุ่มอายุ 35 ปี ที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรตรวจทุก 1ปีและควรปรึกษาแพทย์ถึงความถี่ของการตรวจแมมโมแกรม


* ขอข้อมูลการรักษาและการดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมโดยละเอียด ฟรี! 
  โทร. 02-264-2217-9 วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 8.30-17.00น.