7 วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเป็นมะเร็งตับ


 
 7 วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเป็นโรคมะเร็งตับ

 
 
     การดูแลตัวเองหลังจากที่รู้ว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งนั้น นอกจากจะต้องเข้ารับการรักษากกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแล้ว การดูแลตัวเองและกำลังใจระหว่างที่เกิดอาการป่วยเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะแพทย์เป็นเพียงผู้ช่วยในการรักษาและให้คำแนะนำเท่านั้น ตัวเราต่างหากที่เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาตัวเอง วันนี้เราจะมาแนะนำ 8 วิธีจากหนังสือคู่มือการเรียนรู้สู้มะเร็งตับ มาให้ผู้ป่วยได้เป็นแนวทางในการปฏิบัติระหว่างมีอาการป่วยกันคะ

     สิ่งแรกที่อยู่กับตัวเราอยู่ในทุกวันคือ อาหาร เคยมีคำกล่าวของคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายท่านว่า เรากินอะไรไป ผลที่ตามมาก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าเรากินอาหารขยะเข้าไปบ่อยๆซ้ำๆ ในไม่ช้าร่างกายของเราก็จะเป็นแหล่งสะสมขยะ แต่ถ้าเรากินแต่ของดีมีประโยชน์ บ่อยๆ ซ้ำๆ ร่างกายของเราก็จะได้รับแต่สารอาหารที่มีประโยชน์ อันจะนำมาซึ่งสุขภาพที่แข็งแรง

1.  เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 

 
 
     การเลือกรับประทานอาหารของผู้ป่วยมะเร็งตับจะมีหลักเกณฑ์ดังนี้
 
 
     -  เลือกรับประทานข้าวกล้องหรือธัญพืชที่ไม่ขัดสี เพราะในข้าวกล้องและธัญพืชอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ ใยอาหาร อีกทั้งเป็นแหล่งสำคัญของสารกลุ่มฟีนอลิก โดยสารดังกล่าวมีคุณสมบัติในการทำหน้าที่ป้องกันภาวะเครียดออกซิเดชั่น (Oxidative Stress) หรือภาวะที่มีอนุมูลอิสระมากเกินไป แต่การกินข้าวกล้องและธัญพืชก็มีข้อระวัง เพราะหากกินในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการแน่นท้องได้
     -  สามารถรับประทานผักใบเขียวได้ทุกชนิด แต่หากมีอาการท้องอืดมาก ให้รับประทานผักที่ไม่มีเส้นใยมากนัก เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน
     -  เลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตชนิดย่อยง่าย 
     -  ผลไม้ ควรเลือกรับประทานที่มีเนื้อไม่แข็งหรือมีเส้นใยมากจนเกินไป เช่น กล้วย ชมพู่
     -  โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ควรรับประทานให้มากพอ เช่น ไก่ส่วนหน้าอกไม่ติดมัน แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบประสาทที่มีผลแทรกซ้อนมาจากตับ เช่น ซึม การควบคุมตนเองผิดปกติ ควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่จำกัดภายใต้การดูแลของนักกำหนดโภชนาการอาหาร
     -  รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด

2. แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้ง      
     จากเดิมที่รับประทานอาหาร 3 มื้อ คือ เช้า เที่ยง เย็น ก็แบ่งมื้อย่อยเพิ่มเป็น เช้า สาย บ่าย เย็น เพราะในผู้ป่วยมะเร็งจะเกิดอาการเบื่ออาหาร ทำให้น้ำหนักลดลงนำมาซึ่งสุขภาพที่แย่ลง ดังนั้นวิธีการแบ่งมื้ออาหารให้มากขึ้นจึงเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้คนไข้รับประทานอาหารได้ในปริมาณที่เยอะขึ้น

3. ดูแลผิวหนังโดยไม่อาบน้ำที่อุ่นจัด เย็นจัด       
     
หรืออาบน้ำนานเกินไปและควรใช้โลชั่นทาบำรุงผิวหลังอาบน้ำเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ผิวแห้ง โดยหากมีอาการคันควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษา

4. พยายามทำตัวให้กระตือรือร้น
 
     
และสดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ เพราะการที่เรานอนซึมรอความตาย ย่อมไม่ส่งผลดีต่อร่างกายเรา มีแต่จะทำให้แย่ลงไปอีก ดังนั้นการทำตัวให้กระตือรือร้นเปรียบเสมือนการเรียกกำลังของตัวเราให้สามารถต่อสู้กับมะเร็งตับได้  นอกจากนี้เราควรหากิจกรรมเพื่อสร้างความสุขให้ตัวเอง เช่น การดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ อ่านหนังสือ เป็นต้น

5. หลังการรักษาควรตรวจร่างกายตามปกติ เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาของมะเร็ง 

6. หากมีอาการผิดปกติต้องรีบพบแพทย์ เช่น ไข้ขึ้นสูง อาการท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยและทราบสาเหตุเพื่อรับการรักษาต่อไป

7. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


 
     ควรออกกำลังกายตามสภาวะร่างกาย เช่น หากเป็นผู้สูงอายุควรหากิจกรรมเบาๆในการออกกำลังกาย เช่น การรำมวยไทเก๊ก หรือหากเป็นผู้ป่วยที่มีภาวะอื่นแทรกซ้อน เช่น อาการเหนื่อยง่าย ผู้ป่วยก็ควรเลือกออกกำลังโดยการ เดินแกว่งแขน เป็นต้น โดยการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับโรคมะเร็งตับ แต่การออกกำลังกายผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อจะทราบว่า ท่าบริหารไหนสามารถทำได้และท่าบริหารไหนควรหลีกเลี่ยง

     ไม่ว่ามะเร็งตับ หรือมะเร็งชนิดไหน ก็พ่ายแพ้คำว่า สู้ หากผู้ป่วยสู้และไม่ยอมแพ้กับมัน มีความเชื่อมั่นและมีกำลังใจที่แรงกล้า และสิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด โรคมะเร็งก็สามารถที่จะหายไปได้ โดยที่เราอาจจะไม่เคยรู้สึกตัวมาก่อนว่า เราเคยเป็นมะเร็ง

ข้อมูลจาก :  ผู้จัดการออนไลน์
 
 
วิธีรักษาและดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับ
ปรึกษา 02-264-2217-9