จัดการอาการท้องผูก


จัดการอาการท้องผูก

     อาการท้องผูก หมายถึง อาการที่ร่างกายมีความลำบากในการถ่ายอุจจาระ ต้องใช้เวลาในการถ่ายมากกว่าปกติ และอุจจาระมีลักษณะแข็งมาก ถ่ายเสร็จแล้วยังรู้สึกเหมือนมีอุจจาระค้างอยู่ หรือมีอาการปวดท้องอยากถ่ายอุจจาระตลอดเวลา บางครั้งอาจถือเอาจำนวนการถ่ายอุจจาระเป็นตัววัด เช่น ถ้าถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถือว่ามีอาการท้องผูก 

     ปกติแล้วเมื่อเราบริโภคอาหารทางปาก จะเกิดการย่อยอาหารโดยการบดเคี้ยวของฟันในช่องปาก การย่อยในกระบวนการนี้หากผู้ป่วยเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด หรือมีการพูดคุยระหว่างการรับประทานอาหาร จะทำให้เกิดแก๊สในทางเดินอาหาร เพราะการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดนั้นจะเป็นการเพิ่มภาระการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ส่วนการพูดคุยระหว่างการรับประทานอาหารเป็นการนำเอาอากาศเข้าสู่ทางเดินอาหารมากเกินไป คล้ายกับการเคี้ยวหมากฝรั่งก็จะทำให้เกิดอาการท้องอืดจากการได้รับแก๊สมากเกินไปเช่นเดียวกัน  

     เมื่ออาหารเดินทางมาสู่กระเพาะอาหารแล้ว กระเพาะจะหลั่งกรดออกมาทำหน้าที่ย่อยโปรตีน ในช่วงนี้หากผู้ป่วยมีแผลในกระเพาะอาหารหรือขาดสารเคลือบกระเพาะอาหาร รวมไปถึงเนื้อสัตว์ที่รับประทานมีลักษณะแข็งและหยาบมาก ทำให้กระเพาะต้องย่อยอาหารนานขึ้น เกิดอาการท้องอืด จุกเสียด สุดท้ายอาหารที่ผ่านการย่อยแล้วทั้งหมด ส่วนที่ย่อยได้โมเลกุลเล็กที่สุดจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนที่ย่อยได้ไม่หมดก็จะเหลือไว้ในรูปของกากอาหาร คือ อุจจาระนั่นเอง 

     โดยทั่วไปอุจจาระจะมีลักษณะค่อนข้างเหลวเพราะมีน้ำเป็นส่วนประกอบ การเดินทางของกากอาหารผ่านลำไส้ใหญ่จะมีการดูดน้ำกลับคืนสู่ร่างกายตลอดเวลา ทำให้กากอาหารที่ผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่มีลักษณะแข็ง และข้นมากจนจับเป็นก้อน เมื่อกากอาหารมารวมตัวกันจำนวนมาก ลำไส้ใหญ่ส่วนปลายจะมีแรงบีบตัวทำให้รู้สึกปวดอยากถ่ายและขับอุจจาระออกมา รวมแล้วกระบวนการย่อยอาหารดังกล่าว ใช้เวลารวมตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ปากจนเคลื่อนตัวลงสู่ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ใช้เวลาทั้งสิ้น 1-3 วัน อัตราความเร็วในการย่อยอาหารขึ้นกับความเร็วในการเคลื่อนตัวของอาหารผ่านระบบทางเดินอาหารช่วงต่างๆ ในบางคนอาจเกิดการปล่อยให้อุจจาระเคลื่อนตัวมาอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลายเป็นเวลานาน ทำให้มีการดูดน้ำกลับเป็นจำนวนมาก ยิ่งทำให้อุจจาระมีลักษณะแห้งและแข็งมากขึ้น เกิดการเคลื่อนตัวลำบาก เป็นสาเหตุของอาการท้องผูก 

     โดยยาเคมีบำบัดบางชนิดเมื่อได้รับเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำให้เกิดอาการท้องผูกมากยิ่งขึ้น ยาอื่นๆ ก็มีผลทำให้ท้องผูกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาแก้ปวดกลุ่มมอร์ฟีน (opioid drugs) ได้แก่ Fentanyl, Tramadol เป็นต้น

การปฏิบัติตัวของผู้ที่มีอาการท้องผูก

1. รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารมากขึ้น 

    
เส้นใยอาหาร หรือ fiber เป็นส่วนประกอบของพืช ที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยสลายได้ แต่ใยอาหารมีประโยชน์ในการกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนตัวของลำไส้ได้ดี ทำหน้าที่เก็บกวาดสิ่งสกปรกโดยเฉพาะสารก่อมะเร็งที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ออกจากร่างกาย จับน้ำดีที่ย่อยอาหารแล้วขับออกจากร่างกาย ทำให้ปริมาณโคเลสเตอรอลในร่างกายลดลง เส้นใยอาหารแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เส้นใยที่ละลายน้ำ กับเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ เส้นใยอาหารแต่ละชนิดพบในอาหารที่แตกต่างกัน เช่น ผลไม้ จะประกอบไปด้วยเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำกับไม่ละลายน้ำ ประกอบด้วย เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส (เส้นใยไม่ละลายน้ำ) และเพคติน (เส้นใยละลายน้ำ) ในถั่วจะพบเส้นใยละลายน้ำ คือ กัม จะเห็นว่าแหล่งอาหารแต่ละชนิดประกอบไปด้วยเส้นใยอาหารต่างกัน ผู้ป่วยควรพิจารณาเลือกรับประทานอาหารที่หลากหลาย และเป็นแหล่งของใยอาหารที่ดีด้วย 

 2. ดื่มน้ำมากขึ้น

     คนไทยควรได้รับเส้นใยอาหารวันละ 20-30 กรัม หากรับประทานน้อยจะเกิดอาการท้องผูก แต่ถ้ารับประทานเยอะจะเสี่ยงต่อการขาดวิตามินและเกลือแร่บางชนิด เพราะในเส้นใยอาหารมีสารที่ทำหน้าที่ขัดขวางการดูดซึมวิตามินบางชนิด ได้แก่ เหล็ก สังกะสี ทองแดง ซิลิเนียม แคดเมียม เป็นต้น ผู้ป่วยที่ไม่เคยรับประทานเส้นใยอาหารในปริมาณมากมาก่อนจะเกิดความรู้สึกเหมือนมีลมในท้องมาก และจะเกิดอาการท้องผูกมากขึ้นหากดื่มน้ำตามในปริมาณน้อย เพราะใยอาหารจะดูดซับน้ำหล่อเลี้ยงผนังลำไส้ทำให้กากอาหารเดินทางผ่านได้ยากขึ้น จึงควรดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้นทันทีหลังรับประทานอาหารที่มีปริมาณเส้นใยสูง เส้นใยอาหารจะดูดซึมน้ำและขยายตัวเคลื่อนตัวผ่านลำไส้นำเอากากอาหารที่ตกค้างอยู่ขับถ่ายออกมาได้หมด


     น้ำถือเป็นสารเคมีที่ร่างกายต้องการในกระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน และเป็นตัวหล่อเลี้ยงให้ความชุ่มชื้นกับร่างกาย ผู้ป่วยมะเร็งอาจดื่มน้ำน้อยเพราะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ทำให้ไม่อยากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ แต่ปริมาณน้ำที่เพียงพอจะช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกาย และเมื่อได้รับน้ำในปริมาณน้อยร่างกายจะพยายามดึงน้ำจากกากอาหารที่ตกค้างในลำไส้ใหญ่ชดเชย ทำให้อุจจาระเป็นก้อนแข็งขึ้นเคลื่อนตัวลำบาก ดังนั้นจึงควรดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้ว

3. ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับยาบางชนิด
    
ยาบางชนิดส่งผลให้การเคลื่อนตัวของลำไส้ลดลง จึงเกิดอาการท้องผูกได้ เช่น ยาระงับปวดกลุ่ม opioid analgesic ยาแก้ไอ  ยาลดกรดพวก alummilk  แคลเซียม  Ferrous sulphate  ยาต้านความซึมเศร้า เป็นต้น ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน เพื่อทราบผลข้างเคียงของยาก่อนรับประทานทุกครั้ง

การแก้ไขอาการท้องผูกเบื้องต้น
    
หากมีอาการท้องผูก นอกจากควรดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 8-10 แก้วแล้ว อาจแก้ไขด้วยวิธีการ ดังนี้

     1. ฝึกเข้าห้องน้ำเป็นประจำยังช่วยได้มาก เช่น ทุกครั้งตอนตื่นนอนก็เข้าห้องน้ำแม้จะไม่ปวดอุจจาระก็ตาม  
     2. ช่วงตื่นนอนในขณะที่ท้องยังว่าง ดื่มน้ำเกลืออุ่นๆ หนึ่งแก้ว ทำให้กระเพาะและลำไส้มีการเคลื่อนไหว กระตุ้นการขับถ่าย  แต่การรับประทานเกลือมากเกินจะทำให้เส้นโลหิตแดงแข็งตัวได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและผู้สูงวัยไม่ควรดื่มติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน
     3. ในกรณีที่จำเป็น เติมมะนาวสักสองลูกลงในน้ำอุ่นผสมเข้ากันแล้ว  ดื่มเพียงครั้งเดียวก็สามารถแก้ไขปัญหาในด้านขับถ่ายได้ หากยังไม่ประสบผลควรต้องใช้วิธีอื่น  ไม่ควรดื่มติดต่อกันเพราะอาจทำความเสียหายให้แก่กระเพาะ
     4. ควรแก้ด้วยอาหารก่อน นั่นคือ กินอาหารที่มีเส้นใยสูง โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่วต่าง ๆ และอาหารบางตัวก็เป็นยาระบายอย่างดี อาทิ รำข้าว


การแก้ไขอาการท้องผูกด้วยยา
กลุ่มยาที่ใช้แก้อาการท้องผูก ได้แก่ 

     1. สารประเภทกากใย และเพิ่มปริมาณกากในอุจจาระ  ได้แก่ ผัก ผลไม้ ที่มีกากมากๆ รำข้าว methylcellulose, carboxymethylcellulose, agar, tragacanth, psyllium seed, plantago seed เป็นสารประเภทกากใยที่ไม่ถูกย่อย เมื่อรับประทานต้องผสมน้ำก่อนเพื่อเกิดการพองตัว สารเหล่านี้จะทำให้มีกากเพิ่มขึ้น ปริมาณอุจจาระมากขึ้นจึงกระตุ้นให้เกิดการขับถ่าย  และทำให้อุจจาระมีลักษณะนุ่มขึ้น หลังรับประทานจะให้ผลภายใน 24 ชั่วโมง  ข้อเสียที่พบได้คือ อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด หรืออุดตันในลำไส้โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินอาหารอยู่ก่อน ถ้ารับประทานผงแห้งอาจอุดตันที่หลอดอาหารหรือลำไส้เล็ก

     2. Saline laxative พวกเกลือ magnesium และ เกลือ sodium phosphate มีฤทธิ์ดูดน้ำเข้าสู่ลำไส้ และกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ มักใช้ยากลุ่มนี้ในการล้างท้องก่อนผ่าตัด

     3. สารที่มีคุณสมบัติดูดน้ำเข้าสู่ลำไส้ (osmotic laxative) จะช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ ทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น
 
     4. สารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ (Stimulant laxative) ได้แก่  Phenolphthalein, Bisacodyl, ใบมะขามแขก (Senna), ว่านหางจระเข้ (Aloe), Castor oil (น้ำมันละหุ่ง)  มีคุณสมบัติกระตุ้นการหลั่งน้ำและเกลือแร่จากลำไส้  และกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ มักจะมีฤทธิ์แรง จากฤทธิ์การกระตุ้นของยาจะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์มากกว่ายาตัวอื่น ร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไป

     5. สารที่มีฤทธิ์เป็น stool softener  ได้แก่  docusate sodium, mineral oil  มีผลทำให้อุจจาระนุ่ม มีน้ำมากขึ้น โดยยาจะแทรกซึมเข้าไปในเนื้ออุจจาระ ทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้น  

    
การใช้ยาถ่ายจะต้องเลือกใช้ยากลุ่มที่ปลอดภัยที่สุดก่อน ส่วนกลุ่ม stimulant laxative แม้ว่าจะมีฤทธิ์แรง ออกฤทธิ์ได้เร็ว แต่มีความเสี่ยงมากกว่าตัวอื่น ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้อง ปวดเกร็งลำไส้