รอดและสุขกับมะเร็ง







   

คุณเธียร รติธรรมกุล

 ผู้พิชิตมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

 

 รอดและสุขกับมะเร็ง            


มะเร็งหายแล้ว 12 ปี

       ผมหายป่วยจากมะเร็งคอ ชนิดสแควมัสเซลล์คาร์ซิโนมาร์ (Squamous cell carcinoma) มาได้ 12 ปีแล้ว ครั้งแรกที่ผมรู้ว่าเป็นมะเร็ง ต้องบอกตรงๆ ว่า “งงเป็นไก่ตาแตก” เนื่องจากผมไม่ค่อยมีรู้เกี่ยวกับโรคนี้ จึงต้องเร่งหาความรู้ และคลำหาแนวทางในการรักษาให้ถูกทาง บางครั้งก็ล่าช้าและผิดทางบ้างจากความไม่รู้ แต่สุดท้ายถือว่าผมเป็นผู้โชคดี ที่ได้ค้นพบวิธีเพื่อวางแนวทางรักษาและประพฤติปฏิบัติตน ในที่สุดรอดพ้นจากมะเร็งมาได้


ความรู้สึกต่อมะเร็ง

       นอกจากงงเมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็งแล้ว ผมยังรู้สึกตกใจและสับสนอยู่บ้างในระยะต้น แต่ก็ตั้งสติได้ เนื่องจากผมมีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ดังนั้น การที่ตนเองเป็นมะเร็งครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่จะได้ใช้กรรม และการใช้กรรมครั้งนี้คงต้องใช้ด้วยสติและปัญญา เพราะความทุกข์ความกังวลนั้นคงจะแก้ปัญหาไม่ได้เลย
       ผมนึกทบทวนว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร สรุปตามความเป็นจริงว่ามี 2 ทาง นั่นคือ จะ “รอด” หรือ “ตาย” ด้วยมะเร็ง แล้วก็ถามตนเองว่าอยากเลือกข้างไหน คำตอบก็คงต้องเป็นว่า “อยากจะรอด” ก็มีคำถามต่อไปอีก 2 คำถาม คือ จะรอดได้อย่างไร และ จะรอดไปทำไม
       เมื่ออยากจะรอด ก็เลยวางแผนเตรียมการหลายอย่าง ได้แก่ หาความรู้เกี่ยวกับโรค รีบตรวจหาจุดเริ่มต้นของมะเร็ง หาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หาอาหาร สมุนไพร อาหารเสริม ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย ทำงานน้อยลง ไม่เครียด และขับพิษจากร่างกาย
       ส่วนเรื่องจะอยู่รอดไปทำไมนั้น ผมก็มีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่า ขอมีชีวิตอยู่เพื่อจะได้แก้ปัญหาการงานที่ติดพันมา 30 กว่าปี จะฝึกจิตใจตนเองให้มีความทุกข์น้อยลงไปทุกๆ วัน จะขอส่งเสริมบำรุงพระพุทธศาสนา ขอให้มีโอกาสเป็นที่พึ่งของครอบครัว ญาติมิตรและสังคม ตลอดจนขออยู่เพื่อตอบแทนผู้มีพระคุณต่างๆ


การเลือกทางเดิน
       เมื่อเป็นมะเร็ง ผู้ป่วยควรรีบไปตรวจรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และถ้าเป็นไปได้ผู้ป่วยควรมีแพทย์อย่างน้อยอีกหนึ่งท่าน สำหรับให้ข้อแนะนำและข้อคิดเห็นเพิ่มเติม (Second Opinion) เพื่อให้มั่นใจว่าเดินถูกทางแล้ว ซึ่งผมก็ใช้วิธีการนี้มาโดยตลอด ทำให้การตัดสินใจของผมไม่พลาดและมีเหตุมีผลมากขึ้น
       ผู้ป่วยมะเร็งควรรู้ว่าตนมีส่วนช่วยรักษามะเร็งได้ถึงกว่า 50% มีผู้กล่าวไว้ว่า ผู้ป่วยมะเร็ง 1 ใน 3 ตายเพราะมะเร็ง อีก 1 ใน 3 ตายเพราะขาดสารอาหาร และที่เหลืออีก 1 ใน 3 ตายเพราะติดเชื้อช่วงภูมิคุ้มกันต่ำ ดังนั้น แสดงว่าผู้ป่วยสามารถช่วยเหลือตนเองได้ถึง 2 ใน 3 ส่วน ทั้งเรื่องของอาหารและการไม่ไปติดเชื้อ
       การใช้วิถีทางธรรมชาติที่ไม่เป็นอันตราย และไม่ขัดต่อการรักษาของแพทย์แผนปัจจุบัน ย่อมจะนำมาใช้ได้ หรือแนวทางการแพทย์แบบผสมผสาน ผู้ป่วยต้องกำหนดแนวทางและตัดสินใจเองว่า จะปฏิบัติด้วยความมุ่งมั่น สม่ำเสมอ หรือเข้มงวดแค่ไหน ในระยะเวลาเท่าไร และในระหว่างปฏิบัติก็ต้องมีสติรับรู้ตลอดเวลาว่าได้ผลอย่างไรหรือไม่
       ผมเองได้มีโอกาสพึ่งพายาน้ำเทียนเซียน เริ่มจากช่วงนั้นประสบปัญหาการบาดเจ็บจากรังสีรักษาและการให้คีโมมาก น้ำหนักลดจากเกือบ 70 กก. เหลือเพียง 51 กก. ผมก็พยายามหาทางแก้ปัญหา จนบังเอิญไปอ่านพบหนังสือของศาสตราจารย์ นายแพทย์ หวังเจิ้นกั๋ว ที่พูดถึงสรรพคุณยาน้ำเทียนเซียนว่ามีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ที่สำคัญสามารถใช้ควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน ช่วยลดอาการข้างเคียงและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาในขณะนั้นของผมได้เป็นอย่างดี
       ผมใช้เวลาในการเสาะหา จนในที่สุดก็ได้เริ่มรับประทานหลังจากรับผลกระทบข้างเคียงอย่างรุนแรงจากการรักษาทางเคมีบำบัดครั้งแรก และการทำรังสีรักษาไปประมาณ 10 ครั้ง หลังจากรับประทานไป 4 วัน รู้สึกว่าอาการบาดเจ็บที่คอ ปาก ลิ้น และเยื่อในปากลดลง ดูเหมือนว่ายาน้ำเทียนเซียนสามารถช่วยลดอาการแพ้จากฉายรังสีและคีโมได้ถึง 70% จากนั้นผมก็รับประทานเรื่อยมาตลอดเวลาที่รับการรักษา
       เมื่อพิจารณาดูว่าผมหายจากมะเร็งได้อย่างไร คำตอบคงสรุปสั้นๆ ได้ว่า ผมเริ่มจากการเป็นผู้ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับมะเร็ง แต่ได้หาความรู้และปรับตัวเข้ากับโรคโดยใช้ทั้งทางแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ผสมผสาน จนเอาตัวรอดจากวิกฤติมาได้ แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้น ที่ทำให้หายจากโรคนี้ คือ ความรัก ความอบอุ่น ความปรารถนาดี ความเมตตาที่ได้รับจากทั่วทุกทิศ


รู้แล้วแบ่งปัน
       จนทุกวันนี้ ผมยังคงหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมะเร็งอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 12 ปีกว่าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการไปฟังสัมมนา อ่านบทความ หนังสือเกี่ยวกับอาหารเสริมและสมุนไพร หรือจากการพูดคุยกับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยมากกว่า 50 ราย ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมมากมาย
       ในฐานะที่รอดจากมะเร็งมาและมีสุขภาพดีอยู่ในเกณฑ์ปกติ เล่นกอล์ฟได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ออกกำลังกายเกือบทุกวัน ครอบครัว การงานและสังคมก็เป็นไปอย่างปกติสุข ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ผ่านวิกฤติมาแล้ว เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาแห่งผู้เคยสำเร็จ บวกกับประสบการณ์และความรู้ที่หาเพิ่มเติม ผมจึงได้รวบรวมเขียนเป็นหนังสือชื่อ “รอดและสุขกับมะเร็ง” ขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับ แบบง่ายๆ ตรงไปตรงมา แก่ผู้เริ่มป่วยเป็นมะเร็งและญาติผู้ป่วย เพื่อให้พ้นจากสภาพ “งงเป็นไก่ตาแตก” อย่างน้อยในระดับหนึ่ง จะได้ตั้งสติเดินให้ถูกทาง เพื่อให้หายจากโรคร้ายนี้ เหมือนที่ผมเคยผ่านพ้นมา


 วีดีโอสัมภาษณ์