Close


ชีวิตที่เลือกจะไม่แพ้ มะเร็งสู้ได้
10 JAN. 2562 VIEW: 41

 

     ต่อไปนี้คือเรื่องราวและประสบการณ์ของดิฉัน เมื่อครั้งเดินทางเฉียดมัจจุราชที่ชื่อ “มะเร็งโพรงจมูก” แต่ดิฉันก็สามารถพิชิตมะเร็งร้ายนั้นได้ จากการรักษาแผนปัจจุบัน ผสมผสานกับยาสมุนไพรจีน กำลังใจจากคนรอบข้าง และที่สำคัญคือความตั้งใจที่จะสู้

     เมื่อปี 2543 ขณะอายุได้ 48 ปี ดิฉันมีอาการเหมือนคนเป็นหวัดอยู่ตลอด จึงได้ไปพบคุณหมอทุกอาทิตย์ ต่อมาหมอบอกว่าดิฉันเป็นแค่โรคภูมิแพ้ ใช้เวลารักษาเพียง 3 เดือนก็หาย แต่หลังจากได้รับการรักษาเป็นเวลาถึง 7 เดือน อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ตลอดเวลาดิฉันมีอาการคัดจมูก หายใจไม่สะดวก แม้กระทั่งเวลานอนต้องลุกขึ้นมานั่ง และฉันยังมีเสมหะมากเป็นสีเขียว ต้องบ้วนทิ้งทุกๆ 5 นาที จนกระทั่งถึงเดือนที่ 8 ของการรักษา ดิฉันมีลิ่มเลือดออกมาจากคอ หมอจึงได้นำเสมหะไปตรวจ และพบว่า ”มีเชื้อ” คุณหมอส่องกล้องตรวจดูภายในโพรงจมูกก็พบก้อนเนื้อยาวประมาณ 5 ซ.ม. คุณหมอจึงขอตัดชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจดูว่ามีชิ้นเนื้อเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ แล้วนัดให้มาฟังผลในอาทิตย์ต่อมา ลูกสาวที่ได้สังเกตเห็นถึงความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นในตัวดิฉันตั้งแต่แรก ได้อาสามาฟังผลตรวจเป็นเพื่อนด้วยความเป็นห่วง ไม่เคยคิดว่าสุดท้าย ดิฉันก็ได้รับฟังข่าวร้ายที่สุดในชีวิต เมื่อหมอวินิจฉัยว่าเป็น “มะเร็งหลังโพรงจมูก”

     ดิฉันคอยแต่เฝ้าถามตัวเอง โรคร้ายที่ใคร ๆ ต่างกลัวได้เกิดขึ้นกับตัวดิฉันอย่างนั้นหรือ??  ดิฉันก้าวขาไม่ออก รู้สึกชาไปทั้งตัว และเหมือนมีน้ำมาคลอในตาโดยไม่รู้ตัว ไม่สามารถทำใจยอมรับกับเรื่องนี้ได้เลย ได้แต่ร้องไห้ทุกวัน ลูกสาวดิฉันบีบมือดิฉันแน่น เหมือนเป็นการบอกให้แม่สู้ กับสิ่งที่เกิดขึ้น

     เพราะในตอนนั้นรู้แค่ว่ามะเร็งเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ยากมาก ทุกครั้งที่นึกถึงมันเหมือนกับ ร่างกายดิฉันจะสลายไปในทันที ได้แต่โทษโชคชะตาว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับเรา นึกสงสารลูก ๆ ทั้ง 4 คน ที่ยังเด็ก แต่หลังจากร้องไห้มา 7 วันติดต่อกัน มองมาที่ลูกๆ ทำให้ดิฉันตั้งสติได้ มันเหมือนกับดิฉันได้รับพลังได้รับกำลังใจ ดิฉันต้องอยู่เพื่อลูกและครอบครัวของเรา เราจะไม่ยอมแพ้จากนั้นดิฉันพยายามควบคุมสติและพูดคุยกับคุณหมอถึงอาการและวิธีรักษา

     ดิฉันได้ติดต่อคุณหมอที่เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ซึ่งคุณหมอที่ต้องรักษาดิฉันนั้นมีอยู่ 2 ท่าน คือคุณหมอรังสีวิทยา ที่แนะนำให้ดิฉันรักษาโดยการฉายแสงทั้งหมด 38 ครั้ง และคุณหมอที่ดูแลเรื่องการให้คีโมทั้งหมด 7 ครั้ง ซึ่งต้องรักษาควบคู่กัน โดยก่อนเข้ารับการฉายแสงดิฉันต้องทำการรักษาฟันให้เรียบร้อยก่อน เพราะการฉายแสงนั้นจะส่งผลกระทบต่อรากฟัน เมื่อดิฉันไปทำการรักษาฟันกับหมอที่รู้จัก เมื่อหมอทราบว่าดิฉันเป็นมะเร็งท่านจึงให้หนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน และนั่นทำให้ฉันได้รู้จักกับยาน้ำเทียนเซียนซึ่งใช้รักษาควบคู่กับหมอแผนปัจจุบันตั้งแต่นั้นมา

     ในขณะที่รับการฉายรังสีนั้นเป็นสิ่งที่ทรมานอย่างมากไม่สามารถรับรู้รสชาติของอาหารได้เลยจนกลืนไม่ได้ การฉายแสงได้ทำลายต่อมน้ำลาย คอแห้งตลอดเวลา จนต้องให้อาหารทางหน้าท้องเพื่อให้อาหารทางสายยาง โชคดีที่ดิฉันรักษาควบคู่ไปกับการรับประทานสมุนไพรจีนทำให้รู้สึกว่าดิฉันฟื้นตัวได้เร็ว อดทนเพียง 4 เดือนก็สามารถรับประทานอาหารได้

     แม้ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น ดิฉันก็ยังได้รับผลข้างเคียงจากการรักษา โดยมีอาการคอแห้งต้องจิบน้ำตลอดเวลา ต้องทานยาขยายหลอดเลือดเพราะเส้นเลือดตีบจากการฉายแสง แต่สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ฉันได้รับที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีที่ดิฉันได้พบกับยาน้ำเทียนเซียน ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ทำให้ดิฉันสามารถฟื้นฟูสุขภาพได้เร็วมาก

     ปัจจุบัน หลังจากจบการรักษา สุขภาพของดิฉันก็เป็นปกติ แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ใส่ใจอาหารการกิน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เที่ยวกับครอบครัวเมื่อมีเวลาว่าง  และดิฉันได้ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรักและกำลังใจจากครอบครัว รวมถึงญาติพี่น้องทุกคนมีส่วนสำคัญมาก เปรียบเสมือนสิ่งที่วิเศษที่สุด สิ่งนี้เองที่ทำให้ดิฉันคิดว่าเราต้องมีชีวิตอยู่ดูแลพวกเค้าให้นาน ๆ ฉันต้องแข็งแกร่งยืนหยัดสู้กับโรคร้ายนี้

เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของ คุณวลี เลิศวิเศษกุล เป็นมะเร็งโพรงจมูกเมื่อปี 2543 ขณะที่มีอายุ 48 ปี ปัจจุบันอายุ 66 ปี

 

ปรึกษาเรื่องมะเร็ง / ขอข้อมูลสมุนไพรจีน


เพิ่มเพื่อน

Line: @tianxian

tianxianfamily

เวลาทำการ
08.30-17.00 น.

นอกเวลาทำการ

หรือฝากคำถาม/ข้อสงสัยผ่าน Email


 

ใส่ข้อความตามที่ท่านเห็น